เวียตนาม ฮาลอง มองให้ลึก

ช่วงวันแม่ที่ผ่านมา ผมพาภรรยา และพี่สาวสองคนไปเที่ยวเวียตนาม  ประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ไกลจากบ้านเรานัก  แค่บินเพลินๆชั่วโมงเศษๆก็ถึง  เหมือนกับยังไม่ได้ไปต่างประเทศอย่างนั้นแหละ

ครั้งนี้เพิ่งจะเป็นครั้งที่สองที่ผมมีโอกาสไปเยือนเวียตนาม  หลังจากครั้งแรกเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว  ที่ผมไปกับคณะของธรรมศาสตร์  คราวนั้นดูจะมีเวลามากกว่า  เพราะไปถึงสี่เมือง  คือ ฮานอย  ดานัง  เว้ และ โฮจิมินห์ซิตี้  หรือไซ่ง่อนเก่า   แต่คราวนี้ไปแค่สองเมืองคือ  ฮานอยและฮาลอง

ฮานอย (Hanoi) เป็นเมืองหลวง  เป็นศูนย์กลางการปกครองของประเทศ  บ้านเมืองก็ดูยังไม่ทันสมัยมากนัก  หากเปรียบก็อาจจะยังพอๆกับขอนแก่นเมืองหลวงของอีสานเราด้วยซ้ำ   มีพื้นที่  920   ตารางกิโลเมตร  ประชากร 3.2 ล้านคน  ในขณะที่กรุงเทพบ้านเรา มีพื้นที่  1,568 ตารางกิโลเมตร  มีประชากรประมาณ 7.1 ล้านคน  พูดง่ายๆคือเล็กกว่าเราประมาณ  2 เท่า

ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ห่างจากเราไกล   ถนนหนทางเต็มไปรถมอเตอร์ไซด์วิ่งขวักไขว่ไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก  มีไฟแดงก็ไม่ค่อยจะหยุด  คนเดินถนนไม่ระวังก็อาจถูกเฉี่ยวชนได้   ร้านอาหารปรุงกันขายกันริมถนน  นั่งยองๆกันกิน  เห็นได้ทั่วไป   แหล่งท่องเที่ยวในฮานอย ก็จะเป็นวัดวาอาราม  และพิพิธภัณฑ์  เรียกกันว่านำอดีตมารับใช้ปัจจุบันนั่นเอง

จากฮานอย  ก็ไป ฮาลอง (Ha Long)   เพื่อไปชมอ่าวธรรมชาติที่ได้รับการประกาศจาก UNESCOให้เป็นมรดกโลก  (World Heritage) ตั้งแต่ปี 2537  หรือ ที่รู้จักกันว่า ฮาลองเบย์  แต่คนไทยอาจจะคุ้นอีกชื่อหนึ่งมากกว่า  คือ อ่าวตังเกี๋ย เป็นจุดท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของเวียตนาม   โดยต้องนั่งรถไปในทิศตะวันออกจากฮานอยประมาณ 170 กิโลเมตร  หรือประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ

อ่าวฮาลอง  เป็นอ่าวใหญ่  พื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร  มีเกาะหินปูนรูปร่างแปลกประหลาดงดงามเกือบสองพันเกาะ  มีถ้ำหินงอกหินย้อยขนาดใหญ่   คล้ายอ่าวพังงาของบ้านเรา  เพียงแต่มากกว่า  ยิ่งใหญ่กว่า  และมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง เป็นล่ำเป็นสันกว่าเท่านั้น

ในเช้าวันรุ่งขึ้น  กลุ่มของเราลงเรือท่องเที่ยวขนาดกลาง  ที่จุได้ประมาณ 30 คน ออกจากท่าเรือฮาลอง  ที่เนืองแน่นไปด้วยเรือขนาดใหญ่เล็กต่างกันกว่า 100 ลำ    เมื่อออกไปกลางอ่าว  จะเห็นเรือนับร้อยเหล่านี้  มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน  คือเกาะแก่งต่างๆที่อุดมด้วยหินงอกหินย้อยที่งดงาม   ดูไปเหมือนกองทัพเรือโบราณในหนังฮอลลีวู้ด  ที่ทุกลำมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันปานนั้น

ถ้ำหินงอกหินย้อยที่เข้าไปดู  เรียกชื่อไทยว่าถ้ำวังสวรรค์ ( Heavenly Palace Grotto) คือเข้าไปแล้วเหมือนกับอยู่ในสวรรค์  เพราะมีหินงอกหินย้อยประดับด้วยไฟหลากสี  ให้จินตนาการไปถึงรูปทรงรูปร่างของสิ่งต่างๆได้มากมาย  ไม่ว่าจะเป็นช้างสามเศียร  มังกร  เต่า หรือคนในอิริยาบถต่างๆ   นอกจากความใหญ่โตโอฬารแล้ว  ผมยังรู้สึกว่าเขาทำรองรับนักท่องเที่ยวได้ดี  ไม่ว่าจะเป็นท่าที่ให้เรือเทียบ  บันไดทางขึ้นลง  ทางเดินในถ้ำ  และการประดับไฟหลากสีในจุดสำคัญต่างๆ

ตามโปรแกรม  ว่ากันว่าจะทานข้าวกลางวันเป็นซีฟู้ดกันในเรือ   แต่ก็ทำเวลากันได้ดี  เพราะสามารถกลับลงเรือได้ และเริ่มทานอาหารกลางวันกันประมาณสิบโมงเศษๆเท่านั้น  ไกด์เวียตนามที่ไปด้วยชมว่าพวกเรารักษาเวลาได้ดี  และให้กำลังใจว่าจะได้มีเวลาเพิ่มขึ้นเพื่อแวะซื้อของระหว่างเส้นทางกลับฮานอย

เรือของเราขึ้นฝั่งเวลา  11.00 น.  โดยมีคณะทัวร์ชุดต่อไปรอลงเรือแบบไม่มีหยุดพัก

เท่ากับว่า  หนึ่งวัน เขาอาจจัดทัวร์ทานข้าวเที่ยงในเรือได้ถึง 2 หรือ 3 รอบ

บนเส้นทางกลับ  สองข้างทางเต็มไปด้วยผืนนาข้าวเขียวชอุ่ม  ผมถามไกด์ว่าที่นี่เขาปลูกข้าวถี่บ่อยเพียงไร  และได้คำตอบว่า  เวียตนามจะคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่ปลูกไว โตเร็ว  แม้จะมีเมล็ดไม่สวยงามเท่าข้าวไทย  แต่ปลูกได้ถึงปีละ 4 ครั้ง

เท่ากับหนึ่งปี เราปลูกข้าวได้หนึ่งครั้ง  แต่เขาทำได้มากกว่าเราถึง 4 เท่า

ตอนอยู่ฮานอยเช่นกัน  นัดทานข้าวเย็นเวลาทุ่มตรง  ก็ต้องทุ่มตรง  ไม่ถึงเวลาไกด์ก็จะพาลูกทัวร์ไปโอ้เอ้วิหารราย  แวะโน่นซื้อนี่ให้ถึงทุ่มตรง  พอทุ่มตรงพอดีก็พาไปถึงหน้าร้านภัตตาคาร  ผมสังเกตเห็นกลุ่มทัวร์ที่เข้าไปก่อนหน้าเดินออกมาจากร้านในจังหวะพอดิบพอดีที่เราจะเข้าไป  เช่นเดียวกับขาออกที่ผมสังเกตเห็นลูกทัวร์อีกกลุ่มหนึ่งกำลังจะเข้ามาแทนที่เรา เหมือนเก้าอี้ดนตรีปานใดปานนั้น

เท่ากับหนึ่งเย็น  ร้านอาหารที่มีที่นั่งสักร้อยที่  อาจจะรับกลุ่มทัวร์ได้ถึง 4-5 ร้อยคน 

วันเดินทางกลับ  จากฮานอย ไปสนามบิน  ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร  ผมสังเกตเห็นโรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติ  จำนวนมากผุดขึ้นสองข้างทางเต็มไปหมด  ได้ข้อมูลมาว่า ขณะนี้เวียตนามได้กลายเป็นแหล่งการลงทุนที่น่าสนใจมากกว่าไทยไปแล้ว  เนื่องจาก ค่าแรงถูก  และรัฐส่งเสริมการลงทุนอย่างจริงจัง

ข้อมูลจากสถานทูตเวียตนาม  ระบุว่า เพียงหกเดือนของปีนี้  GDP ของเวียตนามโตขึ้น 7.87 %  มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 19.4 %  การลงทุนของต่างชาติมีมูลค่าถึง  22.45 ล้านเหรียญสหรัฐ  และมีโครงการสัญญาลงทุนใหม่ๆถึง  717 โครงการ  นักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาถึง 2.1 ล้านคน  เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 14.7 %

จากการสำรวจความเห็นของนักลงทุนเกี่ยวกับตลาดการลงทุนใหม่ๆของบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนที่มีชื่อเสียง อย่างไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ ระบุว่าเวียตนามเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนสูงสุด (the most attractive site) ในด้านอุตสาหกรรมการผลิต(manufacturing industry) และเป็นตลาดแข่งขันที่ดุเดือดหากจะหาที่ลงทุนที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ

หันมาดูประเทศไทย   กับเงินในกระเป๋าพวกเรา และอนาคตทางเศรษฐกิจของชาติ

ผมสงสัยว่า   เราใช้เวลามากเกินไปกับการทะเลาะกันเองหรือเปล่า

(สิงหาคม 2550)

เผยแพร่โดย

somchaisr

สมชัย ศรีสุทธิยากร นักรัฐศาสตร์ สอนวิชาบริหาร กลยุทธ์ การวิจัย เป็นกรรมการองค์กรอิสระ ช่างภาพ เขียนบทกวี แปลเพลง แสวงหาแหล่งท่องเที่ยว และอาหารอร่อย นำประสบการณ์บางส่วนมาร่วมแบ่งปันในเว็ปเล็กๆที่จัดการด้วยตนเองอย่างง่ายๆนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s