ตามหาปูที่ Fisherman Wharf

SFO.

ในความรู้สึกคนไทยท่าประมงหรือตลาดปลาน่าจะเป็นที่สกปรกน่ารังเกียจด้วยกลิ่นเหม็นคาวปลา เฉอะแฉะด้วยน้ำ ไม่มีอะไรน่าพิสมัย แต่น่าแปลกที่ตลาดปลาหลายแห่งในโลกถูกพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไปถึงเมืองนั้นแล้วไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น Pike’s Market Place แห่งเมือง Seattle หรือ
ทซึกิจิ (Tsukiji) แห่งกรุงโตเกียว ที่ต้องตะกายตื่นตอนตีห้าเพื่อไปดูการประมูลปลาทูน่ากัน

Fisherman Wharf หรือ ท่าเรือชาวประมงแห่ง ซานฟรานซิสโก อาจแตกต่างไปจากตลาดปลาลือชื่อสองแห่งข้างต้น เพราะที่นี่ไม่มีปลาสดๆมาขาย แต่กลายเป็นย่านร้านอาหาร และของที่ระลึกต่างๆที่นักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงซานฟรานซิสโกต้องแวะมาเยี่ยมชม

สัญลักษณ์ปูสีแดงในพังงาเรือ แปลว่าที่นี่ต้องมีปูเป็นอาหารมีชื่อ เมื่อเดินเข้าไปในละแวกดังกล่าว ก็เห็นร้านอาหารที่ขายอาหารข้างทาง มีอาหารทะเลนานาชนิดล่อตาล่อใจใส่ไว้ในตู้กระจกให้ชี้ว่าจะเอาแบบใด ราคาใด เท่าที่เห็นแปลกๆคือ ขนมปังแบบฮอทด็อกไส้ปู หรือ ไส้กุ้ง ที่ใส่ไส้จนล้น และอาหารที่มีชื่อที่เห็นคนทานมากอีกอย่างคือ Clam Chowder หรือซุบครีมหอยลายในชามขนมปังชิ้นใหญ่ และที่แน่นอน ปูสีแดงตัวใหญ่ต้มมีให้เห็นได้ในทุกร้าน

ปูดังแห่งซานฟรานซิสโก มีชื่อว่า ปูดันเจนนิส (Dungeness crab) ซึ่งไม่รู้จะแปลเป็นไทยอย่างไร เพราะเป็นชื่อเฉพาะของหมู่บ้านประมงแห่งหนึ่งในตอนเหนือรัฐวอชิงตัน ตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ติดกับแวนคูเวอร์ของแคนาดา ปูแดงนี้ ตัวใหญ่กว่าปูทะเลบ้านเรา แต่ไม่ใหญ่เท่า King crab หรือ ปูอลาสก้า หรือ ปูทาราบะ ที่คนไทยนิยมทาน ปูดันเจนนิส เนื้อเยอะ รสหวาน ก้ามเปลือกบาง แกะง่ายกว่าปูทะเล ตัวหนึ่งหนักประมาณ 2 ปอนด์ หรือ เกือบกิโลขึ้นไป จับได้ในทะเลที่มีน้ำเย็น เช่น แถบ แคลิฟอร์เนีย ขึ้นไปจนถึง ซีแอทเทิล

มาถึงถิ่นต้องยอมลงทุนบ้าง เดินเข้าไปในร้านดัง Franciscan Crab ที่เห็นเด่นริมอ่าว เดินแบบหลงๆเข้าไป พนักงานบอกว่า ต้องรอคิวประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมส่งอุปกรณ์พลาสติกกลมๆมีตัวเลขไฟมาให้เราถือ พอถึงคิวจะมีไฟกระพริบบอกว่ามาเสียตังค์ได้ เรารับมางงๆจับใส่กระเป๋าและเดินไปหาอะไรสวยๆงามๆดูขณะรอ

ไม่นานเกินรอ ไฟกระพริบบอกว่าคิวของเรามาถึง พนักงานจัดหาที่นั่งและให้เมนูเล่มใหญ่มาให้ดู หลังจากนั้นหายไปนาน คงคิดว่าให้เราค่อยๆใคร่ครวญกับราคา 45.95 เหรียญ (ประมาณ 1,600 บาท) ต่อปูปรุงเสร็จ 1 ตัว (whole crab) หนักประมาณ 2 ปอนด์ขึ้นไป และอาหารทะเลอื่นๆแล้วแต่จะเลือกและงบประมาณในกระเป๋า เราทดลองสั่งแบบผสม ปูหนึ่งตัวกับกุ้งในจานร้อนขนาดใหญ่มาทานในราคา 59.95 เหรียญ สำหรับผู้ร่วมคณะ 3 คน ได้ปูท่วมจานพอทรมานกว่าจะทานหมด เนื่องจากสูตรลับกระเทียมเนย (secret garlic sauce) ที่คลุกมากับปูและกุ้ง อร่อยใน 10 คำแรกแต่สุดเลี่ยนในเวลาหลังจากนั้น เป็นสูตรที่อร่อยจริงหากมีน้ำจิ้มซีฟู้ดจากไทยจะเปอร์เฟคสุด

จ่ายค่าเสียหายไปพอประมาณ หลังจากใช้เวลาไปประมาณ 2 ชม. ก็หลุดออกมาจากร้านโดยหายอยากไปอีกนาน ลืมบอกว่า ขณะทานเขามีเอี๊ยมคล้ายถุงพลาสติกมาให้ใส่ ออกแบบดูดีมีระดับจริงๆ ออกจากร้านอย่าลืมถอดทิ้งด้วย

เมืองนี้หาปูไม่ยาก แต่อย่างไรปูบ้านเขาก็ไม่อร่อยคุ้นลิ้นเท่าปูบ้านเรา
ตามนิสัยอยู่เมืองนอกก็ถวิลคิดถึงอาหารไทย
พอกลับถึงเมืองไทย เมนูปูแรกที่รีบสั่งคือ ส้มตำปูนา !!

เผยแพร่โดย

somchaisr

สมชัย ศรีสุทธิยากร นักรัฐศาสตร์ สอนวิชาบริหาร กลยุทธ์ การวิจัย เป็นกรรมการองค์กรอิสระ ช่างภาพ เขียนบทกวี แปลเพลง แสวงหาแหล่งท่องเที่ยว และอาหารอร่อย นำประสบการณ์บางส่วนมาร่วมแบ่งปันในเว็ปเล็กๆที่จัดการด้วยตนเองอย่างง่ายๆนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s