About

อียิปต์ เมืองสีน้ำตาล คนสีเทา

การเดินทางมักทำให้เราพบเห็นมุมมองใหม่ๆต่างจากที่เราเคยชิน

ผมอาจเป็นคนโชคดีที่ได้เดินทางค่อนข้างบ่อย

ส่วนหนึ่งเพราะภาระหน้าที่ ต้องสอนหนังสือ ต้องพานักศึกษาไปดูงาน แต่ลึกๆอีกส่วนหนึ่ง คือ ใจที่รักการเดินทาง  ชอบที่จะไปในที่แปลกๆที่ยังไม่เคยไป  พบปะกับผู้คนหลากชีวิต หลายวัฒนธรรม  ดูชีวิตความเป็นอยู่  นิสัยใจคอ    ตลอดจนมุมมองของการดำรงชีวิต

น่าแปลกจริงที่โลกกลมๆ ใบเดียวกัน  คนกลับไม่เหมือนกัน

ปลายมีนาคมที่ผ่านมา  ผมนั่งอียิปต์แอร์ไปลงที่กรุงไคโร เมืองหลวงของอียิปต์   อียิปต์ซึ่งเป็นความฝันของคนหลายๆคน  รวมทั้งผมที่ตั้งใจว่าวันหนึ่งต้องไปให้ได้

เรื่องราว ประวัติศาสตร์ ตำนาน  และหนังจำนวนนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับ อียิปต์ ปิรามิด  ฟาโรห์  มัมมี่  แม่น้ำไนล์ ท้องฟ้าสวย ทะเลทรายสีทอง  เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกยอมควักกระเป๋าซื้อทัวร์มาลงที่กรุงไคโร  เพื่อบันทึกว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องมาสัมผัส   จนทำให้อียิปต์มีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 70,000-80,000  ล้านบาท ต่อปี  เป็นรายได้หลักหนึ่งในสี่อย่างของประเทศ คือ รายได้จากแรงงานอียิปต์ที่ไปทำงานในตะวันออกกลาง รายได้จากการท่องเที่ยว รายได้จากการขายน้ำมัน  รายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมผ่านคลองสุเอซ

หลังจากอยู่บนเครื่องบินเกือบสิบชั่วโมง  กัปตันก็ประกาศว่าเครื่องพร้อมลงที่สนามบินกรุงไคโร  ผมชะเง้อดูบ้านเมือง  โดยคิดในใจว่าจะเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ เช่น ปิรามิด หรือสิ่งก่อสร้างโบราณอะไรบ้าง  แต่ภาพแรกที่ผมเห็นในช่วงรุ่งเช้า คือ ทะเลทรายกว้างขวาง และบ้านเมืองสีน้ำตาล

เป็นสีน้ำตาล ทั้งหมด

ผมเก็บความฉงนสนเท่ห์ไว้  ยังไม่ได้สอบถามใคร  เพราะอาจจะใหม่เกินไป เห็นน้อยเกินไป  ไม่ควรรีบด่วนสรุป

แต่เมื่อรถทัวร์วิ่งผ่านเมืองเข้าสู่ย่านที่พัก  ตลอดสองข้างทาง  บ้าน ที่อยู่อาศัย  กลับมีลักษณะการก่อสร้างเหมือนกันหมด  คือสร้างด้วยวัสดุคล้ายอิฐมอญ   ก่อเปลือยไร้การฉาบตกแต่งหรือทาสี  บางหลังมีเสาบ้านโผล่เติมขึ้นมาเหมือนรอตกแต่งต่อเติม  เหมือนบ้านทุกหลังยังสร้างไม่เสร็จ   นานๆครั้งจึงจะเจอบ้านหรืออาคารที่ฉาบปูนทาสีเรียบร้อยเหมือนบ้านเมืองเรา

หรือประเทศเขาอยู่ระหว่างการก่อร่างสร้างเมือง

เมื่ออดทนไม่ไหวก็เอ่ยปากถามไกด์ท้องถิ่น  และคำตอบที่ได้กลับทำให้ผมฉงนสงสัยเพิ่มขึ้นอีกคือ  ทุกอย่างเป็นเหตุผลด้านภาษี

เขาเล่าให้ฟังว่า  บ้านเหล่านี้ล้วนมีผู้อยู่อาศัย  ภายในก็ตกแต่งเรียบร้อย  ฉาบปูนทาสี  เป็นบ้านเรือนที่สวยงามพออยู่อาศัย  แต่ภายนอกจำเป็นต้องก่ออิฐเปลือย หรือสร้างเสาต่อเติมทิ้งไว้ให้คล้ายว่าอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง  เพราะที่นโยบายของรัฐจะจัดเก็บภาษีโรงเรือนสำหรับบ้านที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย

ตราบใดที่บ้านยังสร้างไม่เสร็จ  รัฐจะไม่จัดเก็บภาษี

ผลกระทบ (impacts) ของนโยบายดังกล่าวคือ  ชาวบ้านทั้งประเทศพร้อมใจกันสร้างบ้านไม่เสร็จ  จนบ้านเมืองทั้งประเทศเป็นเมืองสีน้ำตาล

ช่างเป็นตัวอย่างในการสอนวิชานโยบายสาธารณะ (Public Policy) ให้แก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี  ถึงนโยบายที่พิกลพิการและส่งผลกระทบที่ไม่พึงปรารถนา (unintended consequences) จนบ้านเมืองขาดระเบียบ ขาดความสวยงามได้ถึงเพียงนี้

เมื่อกล่าวถึงเมืองก็อดกล่าวถึงคนไม่ได้  เพราะในทริปนี้ก็เห็นผู้คนมากมายที่แตกต่างไปจากบ้านเรา  เช่น  ขับรถโดยไม่สนใจกฎจราจร  ขับชิงแย่งเลนกันด้วยความเร็ว  ไม่มีทางม้าลายและไม่ชะลอให้แก่คนข้ามถนน  เรียกได้ว่าการข้ามถนนแต่ละครั้งแทบต้องเสี่ยงชีวิต    ซื้อขายสินค้าบอกผ่านกันเป็นห้าเท่าสิบเท่า  อะไรที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวทุกอย่างเป็นเงิน  ต้องให้ทิปกันทุกที่   จนเป็นที่รู้กันว่าจะเข้าห้องน้ำที่ใดต้องมีเงินอย่างน้อย 1 ปอนด์อียิปต์  (ประมาณ 7 บาท)   หรือ จะถ่ายรูปอูฐสักตัวก็ต้องเติมเงินค่าทิปให้อย่างน้อย 1 ปอนด์เช่นกัน

ก่อนถึงปิรามิดใหญ่ที่เมืองกิซา (Giza) ไกด์ถามลูกทัวร์เพื่อนำเข้าเรื่องบรรยายว่า  รู้ไหมว่าคนอียิปต์โบราณเขาสร้างปิรามิดกันไว้ทำไม

ผมตอบกลับแบบทีเล่นทีจริงว่า  เพื่อให้คนอียิปต์รุ่นหลังได้มีรายได้จากการท่องเที่ยว

แต่ในใจคิดว่าถ้าคนโบราณรู้ว่า  ภายใต้การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ  ผู้คนปัจจุบันยังมุ่งเอาเปรียบจากนักท่องเที่ยว ยังขาดจิตสำนึกในการช่วยกันส่งเสริมบรรยากาศต่างๆให้เป็นที่ประทับใจแก่นักท่องเที่ยว      ความสมบูรณ์ต่างๆก็ย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

คิดถึงบ้านเรา

หวังว่าคงไม่มีนโยบายพิกลพิการที่ทำให้เมืองเป็นสีน้ำตาล  และคนเป็นสีเทา

(มีนาคม 2550)

องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)

องค์การแห่งการเรียนรู้ หรือ Learning Organization  เป็นภาวะที่สมควรส่งเสริมให้หน่วยงานต่างๆเป็น  โดยให้ความสำคัญต่อความรู้  การสั่งสมความรู้เพื่อใช้ประโยชน์ในการบริหาร  หน่วยงานไหนมีลักษณะองค์การแห่งการเรียนรู้หรือไม่  ดูได้ไม่ยาก  จาก 2 คุณลักษณะ  คือ  หนึ่ง คนในองค์การมีนิสัยของการใฝ่รู้  อยากรู้ในสิ่งใหม่ กระตือรือล้นที่จะเรียนรู้ตลอดเวลา  แต่ไม่ใช่อยากรู้เรื่องของชาวบ้าน  อย่างนั้นเรียกว่า สอดรู้   และ สอง บรรยากาศภายในองค์การ เป็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  มีอะไรก็มาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟัง  โดยสิ่งที่จะเสริมให้เกิดบรรยากาศแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือ ต้องรู้จักการใช้เทคโนโลยี  เก็บความรู้ในฐานข้อมูล  จัดระบบการเข้าถึงและสืบค้นได้โดยง่าย  เพื่อใครอยากรู้อะไร  หรือ รู้อะไรมาก็มาสืบหาได้อย่างสบายๆ

เด็กน้อยคนหนึ่งหลังจากไปโรงเรียนมา ก็ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนที่โรงเรียนว่า  ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนมีความลับที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้  ดังนั้น หากจำประโยคเด็ด “ผมรู้นะว่าคุณมีความลับอะไร  อยากให้ผมบอกคนอื่นหรือไม่”  ไปพูดกับผู้ใหญ่  รับรองได้ว่า ได้เงินมากินขนมแน่

เด็กน้อยกลับมาบ้าน  เจอคุณแม่ทำกับข้าวอยู่ในครัว  ก็เริ่มประโยคเด็ด  “แม่ แม่ครับ  ผมรู้นะว่าแม่มีความลับอะไร  จะให้ผมไปบอกพ่อหรือไม่”  ปรากฏว่าแม่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม  เอ่ยปากละล่ำละลัก  “เออ เออ เอ็งรู้อะไรหรือ  อย่าไปบอกพ่อเอ็งล่ะ  เอาเงินไป 40 บาท  ไปกินขนมไป”

ออกมาจากห้องครัว เจอคุณพ่อนั่งดูทีวีในห้องรับแขก  ต้องลองดูอีกที  “พ่อ  ผมรู้นะว่าพ่อมีความลับอะไร อยากให้ผมไปบอกแม่ไหม”  คุณพ่อถึงกับงานเข้า  ตาเหลือก ปากคอสั่น “เอางี้  เอาตังไป 50 บาท ไปซื้อขนม  แต่อย่าบอกให้แม่เอ็งรู้ล่ะ”

เดินออกมาจากรั้วบ้านพร้อมเงิน 90 บาท  หวานปากว่าจะไปซื้อขนมกิน   พลันเห็น คุณลุงบุรุษไปรษณีย์ เดินผ่านมา  อยากได้เงินอีกสักหน่อยไปซื้อของเล่น  ลองพูดประโยคเดิมกับลุงไปรษณีย์อีกสักรอบ  “ลุง ลุง  ผมรู้นะว่าลุงมีความลับอะไร  จะให้ผมบอกชาวบ้านแถวนี้ไหม”

ลุงไปรษณีย์  ได้ยินประโยคดังกล่าว ถึงกลับเข่าอ่อน  ทรุดตัวลงนั่ง  น้ำตาไหลพรากเป็นทาง  “ไหนๆเจ้าก็รู้ความจริงแล้ว  พ่อขอกอดสักทีเถอะลูก”

ดอกไม้แห่งสีสัน มหัศจรรย์แห่งผู้คน

ต้นเมษายน  2550  ผมได้มีโอกาสไปโตเกียวอีกรอบด้วยเหตุผลทางครอบครัว  เนื่องจากลูกชายอยากไปใช้ชีวิตช่วงปิดเทอมรับใช้ศาสนา  ในฐานะลูกศิษย์วัดของวัดไทยในญี่ปุ่น

ช่างโชคดีที่จังหวะและโอกาสอำนวย  เป็นจังหวะที่โตเกียวตรงกับหน้าซากุระบาน  ซึ่งหนึ่งปีจะมีช่วงเวลาให้เห็นได้ประมาณ 7-10 วัน        ปีนี้ค่อนข้างบานเร็วกว่าปีก่อนๆ    โดยคนในโตเกียวให้เหตุผลว่าปีนี้หน้าหนาวหนาวน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเลยให้ทำให้ซากุระบานเร็ว    ใครที่ตีตั๋วทัวร์ว่าจะไปดูช่วงต้นหรือกลางเมษา  ก็อาจจะผิดคิว  ในขณะที่ผมไม่มีคิวจะไปดู  แต่กลับโชคดีอย่างยิ่งที่ได้เห็น

ซากุระ (Sakura หรือ Cherry Blossom)  เป็นดอกไม้ประจำชาติของญี่ปุ่น  สีขาวอมชมพู   ความสวยงามที่เห็นคือ ยามผลิดอก  ก็ออกบานให้เห็นชมพูขาวสะพรั่งเต็มต้น  ไม่มีสีเขียวของใบไม้สอดแทรกให้เห็น  เมื่อยามร่วง ก็ร่วงพร้อมกันหมดต้น  ดังนั้นคนที่จะเห็นซากุระบาน  ก็จะเห็นต้นไม้ที่มีแต่ดอกสวยงามเต็มต้น    หรือคนที่ไปไม่ทันช่วงเวลาผลิบาน  ก็จะเห็นเหลือเพียงลำต้นและกิ่งก้านก่อนที่จะผลิใบใหม่เท่านั้น   ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้   จึงมีผู้เปรียบเปรยว่า   ทหารญี่ปุ่นนักรบเลือดซามูไร  มีความกล้าหาญ  กล้าร่วงกล้าตายพร้อมกันเหมือนดอกซากุระ

ช่วงดอกซากุระบาน  จะเป็นช่วงแห่งความสุขของคนญี่ปุ่น   คนนับหมื่นจะหอบลูกจูงหลานมาเดินเล่นกันในสวนสาธารณะ  เรียกว่าเป็นเทศกาลฮานามิ (Hanami) หรือแปลเป็นไทยว่าเทศกาลรื่นรมย์ชมดอกไม้  (Flower viewing festival)  ความสุขที่สุดคือมานั่งทานข้าว  หรือทานกับแกล้มสาเกกันในหมู่ญาติหรือมิตรสหายใต้ต้นซากุระที่บานสะพรั่งนับพันต้นในสวนสาธารณะซึ่งมีทั่วไปในญี่ปุ่นแทบจะในทุกเมืองสำคัญ  และหากมีกลีบดอกเล็กๆร่วงลงมาใส่จอกสาเกสักกลีบ  นั่นคือความสุขสุดยอดที่จะมีได้ในชีวิตของแต่ละปี

สวนสาธารณะที่ผมไปดู ชื่อสวนอูเอโนะ (Ueno)  อยู่ทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว   เป็นชุมทางรถไฟไปภาคเหนือของญี่ปุ่น  หากจะเปรียบกับไทยก็คงคล้ายสวนจตุจักรที่เป็นที่พักผ่อนของคนกรุงเทพในด้านเหนือนั่นเอง   วันที่ไปก็ไม่ใช่เสาร์-อาทิตย์แต่เป็นวันธรรมดา  แต่บรรยากาศกลับคลาคล่ำด้วยฝูงชนนับหมื่น  ตั้งแต่อายุสักหนึ่งขวบจนจวบร้อยปี  ทุกคนเดินเข้ามาด้วยความกระตือรือร้น  ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข  หอบลูกจูงหลาน  คนที่มีอาหารการกินก็ปูเสื่อหาที่ทางใต้ต้นซากุระนั่งปิกนิกเฮฮาให้เห็นกันอย่างน่าอิจฉา   ผมเห็นคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งพร้อมที่นอนผ้าห่ม  ดูจะมานอนเอาบรรยากาศกันตั้งแต่เมื่อวาน    เมื่อเห็นคนมีความสุข  ใจเราก็มีความสุขตามไปด้วย

ความสวยงามของดอกซากุระเป็นสีสันที่น่าตื่นตาตื่นใจ  เพราะไม่ใช่เพียงต้นสองต้น  ไม่ใช่ร้อยต้น  แต่เป็นพันๆต้นในหนึ่งสวนสาธารณะ  เป็นหมื่นเป็นแสนต้นทั่วเกาะญี่ปุ่น   และเบ่งบานให้เห็นสวยงามพร้อมกันอย่างเหลือเชื่อ   แต่ความอัศจรรย์ใจที่ยิ่งกว่านั้น คือ วินัยของผู้คนที่มาพักผ่อนในสวนสาธารณะ    ที่ช่วยกันรักษาสาธารณะสมบัติ  ไม่พบรอยขีดรอยเขียนประกาศศักดาเช่นที่เราพบในไทย  ช่วยกันเก็บกวาดรักษาความสะอาดหลังจากนั่งดื่มกิน  เก็บขยะและแยกขยะตามประเภทเพื่อความสะดวกในการกำจัดหรือนำไปแปรรูป  และที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  คือ  ไม่มีใครสักคนที่เอื้อมมือไปเก็บดอกซากุระเพื่อเอาไปชื่นชมคนเดียว  หรือนำไปฝากคนทางบ้าน

ผมเห็นคนญี่ปุ่น  ใช้กล้องดิจิตอลที่พกพามา หามุมบันทึกดอกซากุระบางช่อที่อยู่ใกล้มืออย่างระมัดระวัง  กลัวแม้กระทั่งหน้าเลนส์จะไปกระทบกลีบดอก    ระมัดระวังแม้กระทั่งลมหายใจจะไปก่อความรำคาญให้ดอกซากุระ   ผมคุยกับเด็กที่ไปด้วยว่า  หากเป็นเมืองไทยอย่าว่าดอกใกล้มือเลย   ถึงเป็นดอกที่อยู่บนต้นสุดที่มือไขว่ถึง  พี่แกก็คงปีนป่ายขึ้นไปเด็ดเพื่อเอามาเป็นเจ้าของ  หรือขอเอาไปฝากให้คนทางบ้านดูสักดอกสองดอกเป็นแน่    ดูอย่างงานพืชสวนโลกที่เชียงใหม่ไง  มีข่าวรายงานความเสียหายให้ฟังได้ทุกวัน

มหัศจรรย์แห่งผู้คนญี่ปุ่น คือ ความมีวินัย  การเห็นประโยชน์ส่วนรวม  และความเอาจริงเอาจังในการทำให้เกิดความสำเร็จตามสิ่งที่มุ่งมั่นปรารถนา 

ผมเดินอยู่ในสวนประมาณสองชั่วโมง  พิสูจน์ได้ว่าความเชื่อที่ผมคิดเป็นจริง  เพราะทุกคนชื่นชมกับดอกซากุระที่อยู่บนต้น  ไม่คิดครอบครองเป็นของส่วนตัว  แถมยังทะนุถนอมอย่างที่สุด  เพื่อประโยชน์และส่งมอบความสุขให้แก่คนที่จะมาชมในวันถัดไป

มาถึงจุดนี้   ผมจึงถึงบางอ้อว่า  หลักการของการควบคุมคุณภาพทั่วทั้งองค์การ (TQM : Total Quality Management)  ที่ญี่ปุ่นเอาไปใช้อย่างจริงจังในการผลิตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในแวดวงอุตสาหกรรมและเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก  ก็มีพื้นฐานมาจากนิสัยใจคอของผู้คนญี่ปุ่นนี่เอง

หลัก TQM  ข้อหนึ่งบอกว่า  ต้องให้ความสำคัญต่อการบริการลูกค้า  (Customer Service) ทั้งนอกและในองค์การ  โดยลูกค้าในองค์การหมายถึงคนที่รับงานต่อเนื่องจากงานที่เราทำ   การบริการที่ดีจึงหมายถึงการส่งมอบงานที่ดีที่ทำเสร็จให้แก่เพื่อนร่วมงานในสายการผลิต หรือในขั้นตอนการทำงานที่ต่อจากเราด้วย

เมื่อเรามอบสิ่งที่ดีให้เพื่อน  เพื่อนมอบสิ่งที่ดีให้เรา  ทุกคนมอบสิ่งที่ดีให้กันและกัน   ทุกสิ่งทุกอย่างในองค์การในสังคมก็จะเป็นสิ่งที่ดีงาม  เป็นความสำเร็จ  เป็นคุณภาพอย่างปราศจากข้อกังขา

ต้นซากุระ  ปลูกในบ้านเราไม่ได้ เพราะภูมิอากาศแตกต่างกัน

แต่ผมเชื่อว่า  เราสามารถร่วมกันปลูกต้นไม้นี้ได้ในใจคน

(เมษายน 2550)

ก้อนหินที่มองไม่เห็นแห่งเรียวอันจิ

ปลายเดือนตุลาคม 2550  ผมไปญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ไป เกียวโต  และ โอซาก้า  ซึ่งเป็นการไปเยือนสองเมืองนี้อีกครั้งหลังจากคราวก่อนเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว

เมืองโอซาก้า  ยังคงความยิ่งใหญ่ในฐานะเมืองอันดับสามของญี่ปุ่น  รองจากเมืองหลวงโตเกียว และโยโกฮาม่า เมืองท่าสำคัญที่ติดกับโตเกียว    ผู้คนยังหนาแน่นคลาคล่ำตามถนนหนทางไม่แตกต่างจากวันก่อนที่ผมมาเยือน   เหมือนกับแย่งกันอยู่แย่งกันหายใจ   เหมือนเมืองใหญ่ทั่วไปในโลก  ไม่มีเสน่ห์อะไรให้ค้นพบ

ผมกลับชอบเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมากกว่า   ด้วยประวัติศาสตร์การเป็นเมืองหลวงมากว่า 1,200 ปี   มรดกทางวัฒนธรรมต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นวัดในพุทธศาสนา หรือ นิกายเซน  จะมีให้เราพบเห็นในทุกถนนที่เราผ่านไป  ว่ากันว่า นักท่องเที่ยวที่ดื่มด่ำกับวัฒนธรรมตะวันออก  อาจใช้ชีวิตอยู่เป็นเดือน  เพื่อเดินชมวัดต่างๆที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน  ที่มีมากกว่า 200 แห่ง  และหลายที่ได้รับการยกย่องรับรองจากยูเนสโกว่าเป็นมรดกโลก (World Heritage)

วัดดังๆที่อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของทัวร์ประเทศไทย  เช่น  วัดคินคาคูจิ (Kinkakuji)  หรือที่คนไทยเรียกกันว่าวัดศาลาทอง  ที่มีศาลาสีทองตั้งอยู่ริมน้ำเป็นมุมถ่ายรูปสวยงามของนักท่องเที่ยว  และวัดคิโยมิซึ (Kiyomizu dera) หรือวัดน้ำใส (pure water temple) ที่ตั้งตระหง่านอยู่เชิงเขา   ที่ใครต่อใครต้องไปดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์และขอพรให้สมความปรารถนา  แต่ผมกลับสนใจวัดนิกายเซนแห่งหนึ่ง  ที่โปรแกรมทัวร์มักมองข้ามไป

วัดนิกายเซนที่ว่า คือวัด เรียวอันจิ (Ryoanji)  ที่มีสวนหินแบบญี่ปุ่นที่งดงามตั้งอยู่ในวัด

ความมหัศจรรย์ของการจัดเรียงก้อนหินในสวน คือ  ในพื้นที่กว้างโล่ง มีเพียงก้อนหิน  15 ก้อนวางเรียงสลับไปมาอย่างมีศิลปะแบบสวนญี่ปุ่น   แต่ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน  จะสามารถมองเห็นก้อนหินได้เพียง 14 ก้อน  ไม่สามารถนับได้ครบทั้ง 15 ก้อน

ผมเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ  นั่งดูก้อนหินอย่างสงบ  แต่ละคนคงดูปริศนาธรรมของก้อนหินและแปลความแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน

เหมือนชีวิต  เหมือนสังคม  เหมือนผู้คน  เหมือนการเมือง

สิ่งที่พบเห็น  มักไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงทั้งหมดของมัน

ยังมีก้อนหินก้อนที่ 15 ซ่อนเร้นอยู่  มองอย่างไรก็ไม่เห็น  ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม

คนที่เรารู้จัก  แม้ว่าอาจจะรู้จักดีคุ้นเคยกันมาตลอดชีวิต  แต่ก็อาจมีบางด้านบางเรื่องที่เราไม่ได้รับรู้

ความรู้ที่เรามี  แม้ว่าเราจะเป็นเลิศ  เป็นผู้รู้ดีที่สุดในเรื่องนั้น  แต่ก็อาจมีบางเรื่องที่เราไม่รู้เลย

………………………..

กลับมาดูประเทศไทย  อีกไม่กี่วัน    บ้านเมืองเราก็จะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง  ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 25 ของประเทศนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ พ.ศ. 2475  หรือคิดได้ว่า ใน 75 ปีมีการเลือกตั้ง 25 ครั้ง  หรือเฉลี่ย 3 ปีต่อครั้ง

เมื่อถึงหน้าเลือกตั้ง  เหมือนเสียงปี่เสียงกลองเริ่มบรรเลง  นักการเมืองก็เริ่มออกหาเสียง  ด้วยการแจกใบปลิวแผ่นพับ ติดป้ายโปสเตอร์  เดินไหว้ประชาชนเพื่อแนะนำตัวและขอคะแนนเสียงตามบ้าน

แข่งประชันนโยบาย  ที่อาจเลิศเลอ  ดูดี  ตรงใจ  ตรงความต้องการประชาชน  เพื่อแก้ปัญหาปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่

อะไรที่ชาวบ้านอยากฟัง  ชาวบ้านอยากได้  ก็ถูกนักการเมือง พรรคการเมืองคิดประดิษฐ์เป็นนโยบายที่สวยงาม  เป็นคำขวัญในการหาเสียง

อะไรที่พูดแล้วดูดี  ดูมีอุดมการณ์  มีความตั้งใจในการทำงานอุทิศตัวเองให้แก่ประชาชน  เป็นคนเสียสละเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง  ก็จะเป็นประโยค เป็นวลีที่มักจะพบเห็นได้ทั่วไปในทุกเทศกาลเลือกตั้ง

อะไรที่เป็นแสดงออกแล้วเป็นคนของสังคม  ช่วยเหลือสังคม  ช่วยเหลือชาวบ้าน   แสดงออกถึงความเหมาะสมที่จะได้รับการลงคะแนนเพื่อไปทำหน้าที่ผู้แทนอันทรงเกียรติในสภา  ก็จะถูกหยิบยกมาพูดมาแนะนำให้เกิดคล้อยตาม

…………………………….

ก้อนหินในสวนหินที่วัด  มองจากมุมไหนก็ยังมีก้อนหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็น

คงไม่ต้องบอกอะไร  ถึงนักการเมือง นักเลือกตั้งไทย

สิ่งที่มองเห็น  อาจไม่ใช่สิ่งทั้งหมดที่เป็นจริง

และอาจจะมีก้อนหินมากกว่าหนึ่งก้อนเสียด้วยซ้ำ ที่เรายังมองไม่เห็น

(ตุลาคม 2550)

กลยุทธ์ (Strategy)

กลยุทธ์ หรือ Strategy  หมายถึง การคิดค้นวิธีการใหม่ที่ดีและแตกต่าง เพื่อให้เกิดความสำเร็จโดยง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าหนทางปกติ  ว่ากันว่า คนที่มีกลยุทธ์  ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบ เสียเปรียบ  จะเป็นต่อหรือเป็นรอง  หากมีกลยุทธ์ ก็สามารถพลิกแพลง ปรับแก้สถานการณ์ให้กลายเป็นฝ่ายได้เปรียบได้เสมอ  การคิดเชิงกลยุทธ์จึงถูกนำมาใช้ในวงการต่างๆ  นับแต่การรบ  มาจนถึง การรัก  ที่ต้องหาวิธีการเผด็จศึก หรือ หาทางให้ตนเองมีชัยชนะเหนือคู่แข่ง

แม่บ้านคนหนึ่ง อยากให้พ่อบ้านกลับบ้านตรงเวลา  ไม่แวะเถลไถลที่ไหนข้างทาง  จึงออกอุบายซึ่งถือเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งว่า  ทุกเย็นพ่อบ้านต้องมีหน้าที่่ซื้อโจ๊กจากร้านเจ้าประจำที่ทำงานของพ่อบ้านมาให้แม่บ้าน   โดยใช้อุณหภูมิความร้อนของโจ๊กเป็น KPI. หรือตัวชี้วัดความซื่อสัตย์ของอีตาสามี  หากโจ๊กร้อน แปลว่า สามีซื่อสัตย์ กลับบ้านตรงดิ่งไม่แวะข้างทาง   เพราะระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานเรียกว่า ระยะทางชั่วโจ๊กร้อน

ปรากฏว่าทุกเย็น อีตาสามีแวะโน่นแวะนี่ตลอดทุกวัน  แต่กลับบ้านโจ๊กก็ยังร้อน  เคล็ดลับคือ ก่อนจะเลี้ยวเข้าบ้าน ก็เปิดฝากระโปรงรถ  เอาถุงโจ๊กออกมาอุ่นที่หม้อน้ำหน้ารถ  อย่างนี้เรียกว่า กลยุทธ์เหนือกลยุทธ์

การใช้เกณฑ์เทียบ (Benchmarking)

การใช้เกณฑ์เทียบ หรือ Benchmarking  เป็นเทคนิคการบริหารอย่างหนึ่งที่ช่วยให้องค์การของเราพัฒนาตัวเองขึ้นไปเทียบเท่าองค์การชั้นนำอื่นๆ  โดยพยายามดูว่า องค์กรที่เป็นเลิศระดับโลก (world class organization) นั้น  เขามีผลการชี้วัดสมรรถนะองค์การในเรื่องต่างๆเป็นอย่างไรบ้าง  เช่น มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก  มีผลงานการตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารนานาชาติ  คิดเป็นสัดส่วนเท่าไร ต่อจำนวนอาจารย์ทั้งหมด  พอรู้ปั๊บ ก็เอามาใช้เป็นเกณฑ์ในการทำงานของตนเอง  ว่า มหาวิทยาลัยของฉันจะต้อง มีความสามารถในการผลิตบทความวิชาการในวารสารนานาชาติ ได้ในจำนวนที่เทียบเท่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก  เข้าทำนองช้างขี้ ขี้ตามช้าง  ซึ่งกูรูทั้งหลาย จะพร่ำบอกว่า  นี่คือวิธีการในการพัฒนาองค์การได้อย่างรวดเร็วที่สุดวิธีการหนึ่ง

ผมเคยมีโอกาสไปดูการแข่งขันรถสูตร 1 หรือ ฟอร์มูล่าวัน  พบว่าหลายอย่างเป็นความสุดยอด  ไม่เพียงแต่สมรรถนะเครื่อง สมรรถนะรถ หรือความนิ่งของคนขับในสถานการณ์วิกฤติต่างๆที่ถือเป็นสุดยอดของโลก  แม้แต่ช่วงที่รถแต่ละคันต้องวิ่งเข้า cockpit เพื่อเตรียมน้ำมัน เช็คเรื่อง เปลี่ยนยางล้อ  จะเห็นทีมเวิร์คและการทำงานที่เป็นระบบระดับโลก ที่ทำกันอย่างรวดเร็วไม่ถึง 10 วินาที ก็เสร็จ  ไม่รู้ว่า ปั๊ม ปตท. จะสนใจส่งคนไปดูงานบ้างไหม

ประสิทธิผล (Effectiveness)

ประสิทธิผล หรือ Effectiveness  เป็นสิ่งหนึ่งที่องค์การมุ่งหวังอยากให้เกิดขึ้น  เป็นการตอบโจทย์ว่า สิ่งที่เป็นความมุ่งหมาย หรือเป้าประสงค์ (Goal) ได้รับการสนองตอบแล้วหรือไม่   ดังนั้น  ประสิทธิผล จึงเป็นการเปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์ (outcome) กับ เป้าประสงค์ (goal)  ว่าเกิดความสำเร็จตามความปรารถนาแล้วหรือยัง

ชีวิตคนโสดที่อยากมีคู่  แต่ ปีแล้วปีเล่าก็เฝ้าอยู่บนคานไม่มีคู่กับเขาเสียที  จึงถือว่ายังไม่บรรลุประสิทธิผล  แต่มีลูกศิษย์ชายของผมคนหนึ่งที่ยังไม่แต่งงานกับเขาเสียที  หลายคนก็บอกว่า กระทาชายคนนี้ ไม่บรรลุประสิทธิผลเพราะยังหาเมียไม่ได้

หนุ่มโสดหน้าตาดีคนคนนีั  กล่าวยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว  “จะมาหาว่าผมไม่บรรลุประสิทธิผลได้อย่างไร  ในเมื่อเป้าประสงค์ของผมไม่ได้อยากมีเมีย  เพราะจริงๆแล้ว ผมอยากมี ผัว”

ประสิทธิภาพ (Efficiency)

ประสิทธิภาพ หรือ Efficiency  หมายถึง การทำงานที่ใช้ปัจจัยนำเข้า  (input)  น้อย แต่ได้ผลผลิต (output) เท่ากันหรือมากกว่า  ทำนองใส่น้อยออกมาก  ใส่เท่ากันออกมากกว่า อะไรทำนองนี้  ดังนั้น หากเพื่อนเราคนหนึ่งแต่งงาน 3 ปี  มีลูก 1 คน  ส่วนอีกคนแต่งงาน 3 ปี มีลูก 3 คน  ก็ต้องบอกว่าไอ้คนหลังมีประสิทธิภาพมากกว่า

มีเรื่องเล่ากันว่า คุณแม่คนหนึ่งอยู่ในต่างประเทศ  มีลูก 7 คน แต่แปลกกว่าชาวบ้านที่ตั้งชื่อลูก 7 คน เหมือนกันหมดว่า David  เพื่อนบ้านทั้งหลายเกิดความสงสัย เลยไปสอบถามคุณแม่ว่า คิดอย่างไรจึงเล่นตั้งชื่อลูก 7 คนชื่อเดียวกันหมด

คุณแม่ซึ่งน่าจะจบ MBA มาตอบโดยอิงหลักวิชาการทันทีว่า  เธอไม่เห็นคุณประโยชน์ของการตั้งชื่อลูก 7 คนเหมือนกันหรือ เวลาฉันจะเรียกลูกทั้ง 7 คน พร้อมกัน ฉันสามารถใช้คำพูดเพียงครั้งเดียว  ทำนอง 1 input ได้ 7 output  เช่น  David กินข้าว  ลูกทั้ง 7 ก็จะนั่งโต๊ะกินข้าวโดยพร้อมเพรียง  พอสั่ง David  ขึ้นรถ  ทุกคนจะรู้หน้าที่ขึ้นรถโดยพร้อมกัน  พอบอก David กลับบ้าน  ลูกทั้ง 7 ก็จะรู้ว่าทุกคนต้องกลับบ้าน  เป็นการประหยัดถ้อยคำ ไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ  อันนี้เป็นไปตามหลัก Efficiency

เพื่อนบ้านนำแนวคิดเรื่อง Efficiency ไปครุ่นคิด มองเห็นด้านดี  แต่ก็ยังเห็นจุดอ่อนของแนวคิด  จึงกลับมาพร้อมกับคำถาม เพื่อถามคุณแม่ MBA ท่านนั้น  “เอ๊..เธอ.. แล้วถ้าเธอต้องการเรียกลูกคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว  เธอจะทำอย่างไรล่ะ  เพราะลูกเธอทั้ง 7 ชื่อเหมือนกันหมด”

คุณแม่ MBA ตอบทันใดโดยไม่ต้องครุ่นคิด  “ไม่เห็นจะยากอะไร  ชั้นก็แค่ เรียก นามสกุล  ของ พ่อมันแทน  แค่นี้เอง”