About

สนมเอกสะท้านแผ่นดิน

lady

Lady of the dynasty (2015)

มัจฉาอ้าปากชมจมวารี
ปักษีมีงั่นงกตกนภา
จันทร์ส่องหล้าพาหลบพบสุดา
มวลผกามิกล้าคล้ายละอายนาง
คำกลอนโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร

หยางกุ้ยเฟย หนึ่งในสี่โฉมสคราญของจีน ถูกสร้างเป็นหนังใหญ่ Lady of the dynasty เมื่อสองปีที่แล้ว เพิ่งมาสนใจซื้อแผ่นบลูเรย์ เมื่อร้านเอามาขายลดราคา พลิกปกดูถึงรู้ว่า เป็นผลงานกำกับร่วมของ จางอวี้โหมว ผู้กำกับหนังในดวงใจอย่าง Hero และ House of flying draggers เลยงงว่าตัวเองหลุดหนังเรื่องนี้ไปได้อย่างไร สงสัยเพราะปกแผ่นที่พยายามออกแบบให้ดึงดูดความสนใจจนผมไม่สนใจ (งงเด้) เอาละได้มาแล้วก็ต้องตั้งใจดูอย่างละเมียดจนจบ

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับประวัติ หยางกุ้ยเฟย สนมเอกของฮ่องเต้ถังเสวียนจง ที่ปูเรื่องตั้งแต่มาเป็นชายาขององค์ชายเหมา ราชบุตรองค์ที่ 18 ของฮ่องเต้ จนถึงจุดท้ายของเรื่องที่เป็นโศกนาฏกรรมภายใต้เครื่องหมายคำถามว่า เรื่องนี้ใครเป็นคนผิดกันแน่ ตัวหยางกุ้ยเฟย ฮ่องเต้ เหล่าราชบุตรที่กระหายตำแหน่ง มหาอำมาตย์ตระกูลหยางที่ฉ้อฉล หรือเหล่าขุนศึกที่ฉกฉวยโอกาส หนังจบให้ได้คิด

ความสวยกลายเป็นภัย เมื่อสวยมากขนาดมวลผกายังละอาย ฮ่องเต้ผู้ครอบครองทุกสิ่งบนแผ่นดิน ย่อมปรารถนาสาวงามมาเคียงข้าง มิใยว่าจะเป็นชายาของลูก ความลุ่มหลงในความงาม ทำให้ฮ่องเต้ว่างเว้นจากราชกิจเอาแต่ฟังเสียงพิณชมร่ายรำของนางอันเป็นที่รัก ปล่อยให้มหาอำมาตย์ฉ้อฉลปล้นชิงทรัพย์สมบัติแผ่นดิน ก่อความเดือนร้อนแก่อาณาประชาราษฎร์

สายโลหิตล้วนเป็นภัย บรรดาบุตรของฮ่องเต้จำนวนนับสิบ ครึ่งหนึ่งเสียชีวิตจากการประหัตประหารกันเอง อีกครึ่งเติบโตมาด้วยเลือดท่วมตัว รัชทายาทถูกวางแผนซับซ้อนจนโดนคำสั่งประหารโดยฮ่องเต้เอง แม้เป็นสายโลหิตก็สั่งประหารได้โดยไม่ลังเล เช่นเดียวกับแม้เป็นบุตร เมื่อถึงโอกาสก็สามารถสั่งให้ผู้เป็นบิดาสละราชย์สมบัติเพื่อตนเองขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินได้โดยอ้างอาญาสวรรค์

คนใกล้ชิดล้วนเป็นภัย การแย่งชิงของเหล่าสนม การสอพลอของเหล่าขันที การฉ้อฉลของเหล่าอำมาตย์ ล้วนเป็นเหตุให้ตกต่ำ จนนำไปสู่การกบฏของขุนศึกที่เคยมอบความไว้วางใจให้คุมกำลังพลถึงเกือบ 1 ใน 3 ของกำลังทหารทั้งแผ่นดิน จะมีสิ่งใดเจ็บปวดเท่าภัยร้ายต่างๆล้วนมาจากคนใกล้ชิดที่เคยไว้วางใจทั้งสิ้น

หนังสวยและตระการในสไตล์ของจางอวี้โหมว นักแสดงนำสาวฟ่านปิงปิง (Fan bingbing) สวยจนนึกว่าเป็นหยางกุ้ยเฟ่ยตัวจริง แต่ละฉากใส่ชุดอึดอัดจนคนชมหายใจลำบากแทน ฉากรบฉากสงครามไม่แพ้หนังจีนเรื่องใดๆ ข้อติเตียนมีเพียงการเสริมแต่งจินตนาการเรื่องให้ตัวเอกยังเป็น “พระเอก” ในขณะที่มุมมองในประวัติศาสตร์จะเป็น “พระร้าย” แต่ก็ไม่แน่นัก เพราะประวัติศาสตร์อาจมองในมุมของผู้ชนะ ผู้ถูกโค่นอำนาจทั้งหลายจึงเป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์มาโดยตลอด

ดอกไม้สวยอย่างหยางกุ้ยเฟย จึงถูกขนานนามว่า โฉมสคราญล่มเมือง

Bahubali (1)

Bahu

“การเป็นกษัตริย์ มิใช่ประเมินจากศัตรูที่เขาฆ่าได้
แต่ต้องประเมินจากประชาชนที่เขาช่วยรักษาชีวิต
นั่นคือความแตกต่างระหว่างทหารกับกษัตริย์”

คำกล่าวของราชินี สีวากามี ในการตัดสินว่าจะให้ลูกชายคนใดระหว่าง บัลลาลาเทวะ กับ บาฮูบาลี ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากนาง หลังจากที่ให้ลูกทั้งสองคนแสดงความสามารถในการนำทัพต้านการบุกรุกของศัตรูที่เป็นหัวหน้าเผ่ากาลาเกยา ที่ยกพลหนึ่งแสนคนมาบุก มหิธมาตี ที่นางปกครองอยู่และมีไพร่พลน้อยกว่าถึง 4 เท่า

บุตรทั้งสองของนาง เติบโตมาด้วยกัน ความสามารถใกล้เคียงทัดเทียมกัน คนหนึ่งไม่ลังเลที่จะลงดาบตัดหัววัวเพื่อเซ่นไหว้นางกาลีเทพเจ้าสงคราม แต่อีกคนหนึ่งกลับใช้เลือดของตนเซ่นไหว้แทนจะประหารวัว คนหนึ่งยอมทุ่มเทเสียสละทหารและชีวิตประชาชนเพื่อให้ได้ชัยชนะในสงคราม แต่อีกคนหนึ่งเลือกที่จะรักษาชีวิตประชาชน

2 ชั่วโมง 39 นาที กับภาพยนตร์อินเดียฟอร์มยักษ์ที่ทุ่มทุนสร้างถึง 1,300 ล้านบาท Bahubali the beginning หรือ บาฮูบาลี ภาคปฐมบท ที่สร้างและทำเงินทั่วโลกอย่างถล่มทลาย ในปี 2015 ที่มาฉายในไทยในเทศกาลและรอบที่จำกัด แต่ไม่ยากที่จะหาทางติดตามดูได้ ต้องยอมรับว่าเป็นหนังที่สร้างได้ปราณีตและเข้มข้นในเนื้อหาเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง visual effects ที่ไม่แพ้ฮอลลีวู้ด ฉากป่ายปีนน้ำตกสูงชันยังกะ ทอมครูซ ปีนเขาในตอนเปิดตัวของ mission impossible ฉากหนีการไล่ล่าของหิมะถล่ม ที่ทำได้ดีกว่าหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง ฉากรบที่ตระการที่ชวนให้นึกถึงหนัง 300 แต่น่าจะยิ่งใหญ่กว่าสัก 10 เท่า ไม่นับถึงพล็อตเรื่อง ดูจบภาคหนึ่งแล้วถวิลหาภาคสองในทันใด

Prabhas รับบทเป็น บาฮูบาลี และ ตัวลูกชายที่รอดจากการถูกสังหารและไปเติบโตในหมู่บ้านเล็กๆตอนล่างน้ำตก ก่อนที่จะค้นพบตนเองและกลับทวงความชอบธรรมของตน (ในภาคสอง) ส่วนนางเอก Tamannaah เล่นเรื่องนี้ บู๊ก็สุดยอด หวานก็หวานเจี๊ยบ แต่งมอมก็ได้ แต่งเป็นนางงามก็แทบให้คนดูละเมอ น่าดูจริงๆ ยิ่งฉากสู้กับพระเอก สู้ไปโดนเกาะแกะไป น่าดูยิ่ง

ตัวละครที่น่าสนใจ ทั้งบทบาทและบทเรื่องคือ ขุนศึกกัตตัปปะ ที่แสดงโดย Sathyaraj ขุนศึกผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างมั่นคง กล้าที่จะแลกชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและกษัตริย์อย่างไม่ลังเลในหลายครั้ง กลับกลายเป็นปริศนาสำคัญในฉากจบของภาคแรกที่ให้คนต้องติดตามในภาคสอง Bahubali the conclusion ที่มีกำหนดการฉายในเดือนเมษายน 2017 (ใจร้ายมาก ที่จบแบบนี้)

ดูจบภาคแรกของ Bahubali the begining ด้วยอารมณ์ค้างยิ่งกว่า จบ ep.7 season 7 ของ Game of Thrones กับปัญหาที่ว่า หาแล้วหาอีก ก็ยังไม่สามารถหาภาคสองมาดูได้

Lost in Space

lost in space

Lost in Space (Netflix series 2018)

ใครจะนึกถึงว่าครอบครัวโรบินสัน ดร.สมิธ และเจ้าหุ่นประป๋อง ที่เคยหลงไปในอวกาศทางทีวีขาวดำ เมื่อปี พ.ศ. 2508-2511 จะกลับมาหลงไปในอวกาศกันใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมาทาง Netflix (ออกอากาศเป็นตอนแรก 13 เมษายน 2561)

Lost in Space ในอดีตเป็นหนังอวกาศที่เล่าเรื่องการผจญภัยของครอบครัวนักวิทยาศาสตร์ ที่เดินทางหลงไปในอวกาศกับยานจูปิเตอร์ 2 เจอกับสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยมีตัวร้ายคือ ดร.แซคเคอรีน สมิธ มาทำป่วนในสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น และมีเจ้าหุ่นกระป๋อง B-9 ที่เป็นเพื่อนสนิทกับ วิล โรบินสัน มาช่วยแก้สถานการณ์ กับประโยคที่คุ้นหูในทุกตอน “อันตราย อันตราย วิล โรบินสัน อันตราย”

Lost in Space ฉบับสร้างใหม่ ปี 2561 ออกมาทีเดียว 1 season 10 ตอนให้เต็มอิ่ม ทาง Netflix ยึดเอาเค้าโครงเดิม ที่ครอบครัวโรบินสัน หัวหน้าครอบครัว จอห์น ภรรยา มัวรีน ลูกสาว 2 คน จูดี้ กับเพนนี ลูกชายคนเล็ก วิล โรบินสัน ที่ท่องอวกาศไปกับยานจูปีเตอร์ 2 แต่ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในดาวที่ไม่รู้จัก ส่วนหุ่นกระป๋องน่ารักในอดีต คราวนี้กลายเป็นหุ่นพิฆาตของมนุษย์ต่างดาวพลังเหลือเฟือที่ยังมีภูมิหลังลึกลับ ดร.สมิธ ยิ่งน่ากลัว มาคราวนี้เป็นหญิง ที่คล้ายเป็นคนดีแต่มีเบื้องหลังมากมายให้ต้องติดตาม

ความน่าสนใจของหนังชุดนี้ คือ ทั้งการคัดตัวแสดงและการเขียนบทเยี่ยมมาก จอห์น กับ มัวรีน สามีภรรยา ที่แย่งกันนำในการบังคับบัญชายานและตัดสินใจในภาวะวิกฤตจนลูกงงว่าจะเชื่อใคร (ไม่ต้องเฉลยว่าใครต้องเชื่อใคร) จูดี้ ลูกติดแม่ ที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เป็นผู้ใหญ่ที่นิ่งพอในทุกสถานการณ์ เพนนี เด็กอ่อนไหวไปกับทุกเรื่อง แต่พอถึงสถานการณ์กลับกล้าเสี่ยงและตัดสินใจในแบบที่ทุกคนคิดไม่ถึง วิล เด็กน้อย ที่อย่างไรก็เป็นเป็นเด็ก ที่อาศัยความจริงใจต่อคนอื่นจนได้เพื่อนเป็นหุ่นสังหาร มาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ

การเขียนบท ทำให้คนดูต้องลุ้นตลอด มีสถานการณ์ที่เลวร้าย ก็ยังมีสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าอีก เลวร้ายสุดแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่เลวร้ายสุดกว่านั้นอีก อย่างเช่นกำลังสำรวจพื้นที่ พายุใหญ่จะมาก็เลวร้ายแล้ว ฝนดันตกมาเป็นเพชรอีก บาดทะลุเหมือนคมมีดหล่นมาจากฟ้า อะไรจะปานนั้น แต่ท้ายสุดก็มีทางออกเป็นการให้กำลังใจว่า อะไรจะเลวร้ายแค่ไหน ก็แก้ไขได้ในที่สุด

ตัว มัวรีน ภรรยาและแม่ ที่ดูจริงจัง เฮียบ จนลูก และสามี จอห์น ต้อง บ่นพึมพำเวลาโดนสั่ง (เหมือนหลายคน) กลับมีความเป็นแม่ที่ปรารถนาดีต่อลูกแฝงอยู่ลึกๆในหลายฉาก เช่น สั่งให้ เพนนี ทำงานตาม to do list ยาวเหยียด ในคำสั่งสุดท้าย เขียนไม่ชัดเจนให้หยิบของซองสีฟ้าถึงในล็อคเกอร์ขึ้นยานอวกาศมาด้วย เพนนี ผู้อ่อนไหว เปิดล็อคเกอร์เจอ ซองสีฟ้าที่ต้องเลือก ระหว่าง คุ้กกี้โอรีโอซองฟ้าของโปรด 1 แพ็ค กับ ไส้เครื่องกรองอากาศที่ใช้ในยานยามฉุกเฉินจำเป็น
เพนนี จะเลือกอะไร และ มัวรีน จะว่าอย่างไร ต้องไปดูกันเอง

Lost in Space 2018 จึงมิใช่หนัง Sci-fi อวกาศเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวในสถานการณ์วิกฤตที่น่าชมยิ่ง

In the Heart of the Sea

มีอะไรในกลางหัวใจแห่งทะเล

ภาพยนตร์ทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินไปไม่ถึงเป้าของ รอน ฮาวเวิร์ด อดีตผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก A Beautiful Mind และหนังดังอีกหลายเรื่อง เช่น Apollo 13 , Davinci Code , Angel and Demon มาคราวนี้เขามาเล่าเรื่องของคนล่าปลาวาฬ และกลับกลายเป็นปลาวาฬล่าคนอย่างเอาเป็นเอาตายกลางทะเลลึก หนังความยาวสองชั่วโมงเรื่องนี้ In the Heart of the Sea ดูแล้ว จะได้รู้ว่า มีอะไรอยู่กลางหัวใจแห่งทะเลลึก

ในปี ค.ศ.1820 การล่าปลาวาฬเป็นธุรกิจใหญ่ที่เทียบเคียงกับการขุดเจาะน้ำมันในปัจจุบัน เพราะน้ำมันดิบภายใต้พื้นพิภพยังไม่มีการค้นพบ แสงสว่างที่ให้แก่เมือง น้ำมันที่ใช้เพื่อการอุตสาหกรรม แหล่งใหญ่มาจากปลาวาฬ การล่า ฆ่า และนำไขของปลาวาฬมาต้มกลั่นกลายเป็นน้ำมันจึงเป็นธุรกิจของตระกูลพอลลาร์ต แห่งเกาะแนนทักเก็ต รัฐแมสซาชูเสตส์ ที่ต้องส่งเรือล่าปลาวาฬออกไปสุดขอบโลกครั้งหนึ่งเป็นปี เพื่อล่าปลาวาฬครั้งหนึ่ง 40-50 ตัวให้ได้น้ำมันสัก 1,500-2,000 บาร์เรล มาสู่ฝั่ง

กัปตันหนุ่มทายาทแห่งตระกูลพอลลาร์ต(แสดงโดยเบนจามิน วอล์คเกอร์) ต้นเรือผู้มากประสบการณ์ โอเวน เชส (แสดงโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ ผู้แสดงเป็นธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า) คือสองคนที่ขับเคี่ยวกันในทะเล คนหนึ่งคืออำนาจ คนหนึ่งคือประสบการณ์ ที่ไม่ยอมซึ่งกันและกัน แต่ต้องมาร่วมมือกันเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายจากการถูกไล่ล่าของปลาวาฬยักษ์
ฉากมนุษย์ล่าปลาวาฬที่ใช้เรือเล็กพายออกไปท่ามกลางฝูงปลาวาฬ ใช้มือพุ่งฉมวกพร้อมเชือกปักกลางหลัง ให้ปลาวาฬลากเชือกดำดิ่งลึกไปนับร้อยฟาทอม (หนึ่งฟาทอมเท่ากับ 1.8 เมตรโดยประมาณ) จนหมดอากาศและต้องโผล่กลับขึ้นมาหายใจที่พื้นผิวน้ำ จากนั้นก็ถูกฉมวกอีกนับไม่ถ้วนช่วยกันระดมแทงจนเสียชีวิต เพียงหนึ่งตัวก็สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ชมได้ไม่น้อย แต่ฉากที่ปลาวาฬยักษ์กลับมาไล่ล่าคนอย่างสุดโหด กลับไม่ได้สร้างความรู้สึกเห็นใจจากผู้ชม หรือเป็นเพราะคนไปไล่ล่าเขาก่อน ถึงเวลาถูกเขาไล่ล่าบ้าง ก็เลยไม่ค่อยได้รับความเห็นใจนัก

ยอมรับว่าความยิ่งใหญ่ของหนัง คือ เจ้าอสุรกายยักษ์ที่ใหญ่กว่าเรือล่าปลาวาฬที่โผล่มาแต่ละครั้ง ต้องชื่นชมในฝีมือคอมพิวเตอร์กราฟิคที่ยิ่งใหญ่และละเอียดสมจริง แต่สิ่งที่สะท้อนออกจากในบทภาพยนตร์ การเจรจา การตัดสินใจของตัวละครต่างๆในเรื่อง ล้วนแต่ให้แง่คิดที่น่าสนใจ เมื่อเจอพายุจะหลบหนีหรือเดินหน้าเข้าหา เมื่อออกไปรอนแรมในทะเลเป็นปีแล้วยังไม่สามารถหาปลาวาฬได้ จะล้มความตั้งใจหรือเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด เมื่ออาหารในเรือใกล้หมดและมีคนป่วย จะแบ่งปันส่วนอาหารให้คนป่วยอีกหรือไม่หรือจะเก็บไว้เพื่อการอยู่รอดของคนที่ยังดี เมื่อมีโอกาสฆ่าปลาวาฬยักษ์หลังจากมันนำความหายนะและความตายมาสู่ลูกเรือจำนวนมาก จะฆ่าเพื่อล้างแค้นหรือจะเลิกลาเพราะเสียหายทั้งสองฝ่ายจนเพียงพอแล้ว คนเขียนบทดังกล่าวให้แง่คิดแก่เราท่านผู้ไม่เคยล่าปลาวาฬหลายๆอย่าง จนนึกไม่ถึงว่า เรื่องราวกลางหัวใจแห่งทะเลลึกจะเป็นแง่คิดที่ดีงามแก่ผู้คนบนพื้นดินได้

ชอบตอนต้นๆเรื่อง ที่พระเอกไปบอกลาภรรยาไปล่าปลาวาฬ นางเอกถามจะไปนานเท่าไร หนึ่งปี หรือสองปี พระเอกตอบว่า ถ้าพระอาทิตย์ยังขึ้นก็จะกลับมาหา แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด นางเอกไม่อยากให้ไปก็ต้องให้ไป บอกประโยคที่ว่า “ฉันต้องยอมรับ เพราะฉันเลือกที่จะเป็นเป็นภรรยานักล่าปลาวาฬแล้วนี่นา” (ยังกะ 2499 อันธพาลครองเมืองอย่างไรอย่างนั้น)

Green Book

gb

ปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ.1962) แค่ 57 ย้อนจากปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่า สังคมเหยียดสีผิวยังเอาจริงเอาจังในอเมริกาจนคนรุ่นปัจจุบันรู้สึกว่า เป็นเรื่องหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

ดร.ดอน เซอร์ลี นักดนตรีผิวดำอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน มีรายได้มหาศาลขั้นเศรษฐี เป็นที่ชื่นชมในหมู่สังคมคนมีเงินที่ยอมเสียเงินจ้างเขาไปแสดงในงานคอนเสิร์ทต่างๆ ท่ามกลางสายตาและเสียงปรบมือด้วยความชื่นชม แต่ก่อนหรือหลังการแสดงกลับถูกเหยียดผิว ห้ามใช้ห้องอาหารร่วม ห้องน้ำร่วม หรือต้องหาโรงแรมที่พักที่รับคนผิวสีเท่านั้น

กรีนบุ๊ค หรือ หนังสืเล่มเขียว ตั้งชื่อตามหนังสือไกด์บุ๊คแนะนำการเดินทางสำหรับคนดำ เมื่อต้องผ่านไปในรัฐต่างๆ ว่าจะอยู่รอดในเมืองเหล่านั้นได้อย่างไร และเมื่อ โทนี่ ลิป นักเลงคุมคลับผิวขาวที่ตกงาน ยอมมาทำหน้าที่คนขับรถให้กับคนดำที่เขามีอคติเหยียดผิว ความสัมพันธ์ของคนสองคนในช่วง 8 สัปดาห์ของการเดินสายจากนิวยอร์คลงลึกทางใต้ (deep south) เพื่อไปแสดงดนตรีในรายการต่างๆจึงก่อเกิดขึ้น

หนังยาว 2 ชั่วโมงสิบนาที กับตัวละครหลักสองตัวที่ต้องมาใช้ชีวิตด้วยกันบนรถ คนหนึ่งขับ คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งหยาบกระด้าง ไร้กฎเกณฑ์ อีกคนสุนทรีย์มีระเบียบวินัยกับชีวิต กลับกลายเป็นหนังที่ไม่มีอะไรที่มีอะไรสอดแทรกมากมายดูได้ไม่รู้เบื่อ และจบลงด้วยความเอมอิ่มของผู้ชม

ต้องบอกว่าทั้งคนเขียนบทและคนกำกับเก่งจริง เพราะฉากบางตอนที่ไม่มีอะไรเลย เช่นฉากทานไก่เคนตั๊กกี้ ฉากเขียนจดหมายถึงคนรัก กลับเป็นอะไรที่สร้างรอยยิ้มถึงเสียงหัวเราะแบบปลดปล่อยของคนชมได้

การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มองเห็นในสิ่งที่ดีของอีกฝ่าย การร่วมผจญในสิ่งเลวร้ายที่นึกไม่ถึงว่าจะมี วิธีการแก้ปัญหาในสไตล์ที่ถนัดของแต่ละฝ่าย คือเสน่ห์อันร้ายกาจของหนังที่ไม่มีอะไรเรื่องนี้

กรีนบุ๊ค ได้ไป 3 รางวัลออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ดาราประกอบชายยอดเยี่ยม (ตัว ดร.ดอน เซอร์ลี) ซึ่งหากไม่ได้ดูด้วยตนเอง จะไม่มีทางรู้ว่า ทำไมถึงสมควรได้รางวัล

ดูแล้วจะรู้ครับว่า สิ่งเล็กๆรายละเอียดต่างๆ ล้วนมีสาระ และสามารถสร้างกำลังใจให้มากมายกับชีวิต

คุ้มมากกับความอิ่มเอมใจที่ได้รับหลังจากจบภาพยนตร์

alcatraz

เกาะอัลคาทราซ หรือ The Rock เป็นตำนานของที่คุมขังนักโทษสำคัญที่ขึ้นชื่อว่ามั่นคงสุดด้วยสภาพความเป็นเกาะที่ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลอันเย็นเฉียบและฝูงปลาฉลามเกินกว่าที่จะหลบหนีได้โดยง่าย

ตำนานแห่งเกาะอัลคาทราซ ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง เช่น Escape from Alcatraz (1979) ที่นำเรื่องนักโทษ 3 คนที่เคยหลบหนีจากเกาะมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่มีปู่คลินท์ อีสต์วู้ด เล่นเป็นตัวนำ หรือ หนังมันเรื่อง The Rock (1996) ที่มีแกนของเรื่องมีอดีตทหารผ่านศึกซึ่งไม่พอใจการช่วยเหลือของรัฐบาล จับนักท่องเที่ยวบนเกาะเป็นตัวประกัน จนฝ่ายรัฐบาลต้องหานักแหกคุกมือดี ดีกรี เจมส์ บอนด์ ฌอน คอนเนอรี่ ไปช่วยเอาตัวประกันออกมา

เมื่อมาถึงซานฟรานซิสโกแล้วมีเวลาเพียงพอ จะช้าอยู่ทำไม ตีตั๋วไปเยี่ยมนักโทษแห่งอัลคาทราซกัน

การเดินทางไปเกาะอัลคาทราซไม่ยาก ให้เริ่มต้นที่ท่าเรือหมายเลข 33 (Pier 33) ซึ่งอยู่ไม่ห่างจาก Pier 39 แหล่งท่องเที่ยวสุตฮิตของซานฟรานซิสโก ไปถึงท่าเรือ 33 จะเห็นบู้ธขายตั๋วที่มีคนเข้าแถวต่อคิวยาวนั่นแหละที่ที่จะซื้อตั๋วกันในราคาผู้ใหญ่ต่อคน 37.25 เหรียญ หรือประมาณ 1,300 บาท ที่รวมค่าเรือไปกลับ ค่าบรรยาย ค่าดูวีดิโอ และ ค่าบริการหูฟังเพื่ออธิบายถึงรายละเอียดของแต่ละจุดที่เข้าไปชม

เรือออกจากท่าแบบเนิบนาบทิ้งชายฝั่งซานฟรานซิสโกไว้เบื้องหลัง อากาศในอ่าวดูสดชื่นแม้ฟ้าจะดูไม่แจ่มใสนัก ทุกคนในเรือดูเหมือนจะตื่นเต้นกับการไปเยี่ยมชมเกาะเบื้องหน้า เพียงไม่ถึง 20 นาที ภาพเกาะอัลคาทราซก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าแบบใกล้ชิด ทุกคนขึ้นจากเรือด้วยความกระตือรือล้น มีเจ้าหน้าที่วนอุทยานยืนถือไมโครโฟนให้พวกเรารวมกลุ่มและฟังคำบรรยาย คำแนะนำเบื้องต้นในการใช้ชีวิตบนเกาะ ราวกับว่าจะให้เราอยู่ตลอดไป จับใจความข้างท้ายพอได้ว่า สำหรับผู้สูงอายุ จะมีรถ tram บริการไม่ต้องเดินไปยังจุดสูงสุด ทำให้เราละล้าละลังอยู่ครู่ว่าจะเดินหรือจะนั่งรถ สุดท้าย วัยรุ่น เดิน !!

จุดแรก เป็น อาคารฉายวีดีโอสั้นๆ และ ห้องนิทรรศการ ในบรรยากาศอุโมงค์ทึมๆมืด ให้ดูตื่นเต้นทั้งๆที่ยังไม่มีอะไร เพราะไม่ใช่ส่วนที่คุมขังนักโทษ แต่ก็เติมความหดหู่ให้แก่ผู้มาเยี่ยมชมได้ไม่น้อย เดินตามทางลาดขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อยังไปจุดสูงสุดที่เป็นประภาคารและตึกคุมขังนักโทษที่เรียก cell house มีจุดให้รับหูฟังบรรยาย แต่ดูจากแถวคนต่อรับแล้วน่าจะต้องรอเกือบครึ่ง ชม. เราจึงตัดสินใจเดินดูและอ่านข้อมูลจากบอร์ดแทน เพื่อทำเวลาให้กลับขึ้นฝั่งได้เร็วขึ้น

ภายในอาคารคุมขัง แบ่งเป็นห้องเล็กๆแต่ละห้องมีพื้นที่ประมาณ 4 ตารางเมตร (กว้าง 1.5 x ยาว 2.7 เมตร)
แยกของใครของมัน มีเตียงนอน และสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ไม่ต้องใช้คงจะดีกว่า แยกเป็น Zone A B C และ D มองลอดเข้าไปในห้องหนึ่งที่คนมุงดูกัน เห็นเตียงนอน มีหัวหุ่นนักโทษอยู่ อ่านดูจึงรู้ว่า เป็นหัวหุ่นที่นักโทษ 3 คนซึ่งหลบหนีจากคุกไปได้ปั้นไว้หลอกผู้คุมเพื่อหลอกถ่วงเวลาในการติดตาม

การเตรียมการหลบหนีใช้เวลาหลายเดือนอย่างรอบคอบและแนบเนียน หัวหุ่นปั้นจากเศษกระดาษ ส่วนผมก็รวบรวมมาจากผมที่ตัดของนักโทษอื่นๆ การขุดเจาะผนังใช้อุปกรณ์ที่หาได้จากห้องครัว เมื่อทะลุผนังก็้ปีนไต่ไปในช่องปล่องหลังกำแพงเพื่อขึ้นไปบนหลังคาอาคารและไต่ลงมาจากอาคารอีกทีหนึ่ง มีแพยางที่สร้างจากเสื้อกันฝน ทั้งหมดถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ Escape from Alcatraz ที่ คลินท์ อีสต์วู้ด แสดงเป็น Frank Morris หนึ่งใน 3 นักโทษที่หนีออกจากเกาะนรกนี้ได้

ออกมาจาก cell house เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ อีกครั้ง
ครานี้ ถึงรู้ว่า อากาศที่มีเสรีภาพ กับ อากาศที่ไม่มีเสรีภาพ แตกต่างกันอย่างไร

ตามหาปูที่ Fisherman Wharf

SFO.

ในความรู้สึกคนไทยท่าประมงหรือตลาดปลาน่าจะเป็นที่สกปรกน่ารังเกียจด้วยกลิ่นเหม็นคาวปลา เฉอะแฉะด้วยน้ำ ไม่มีอะไรน่าพิสมัย แต่น่าแปลกที่ตลาดปลาหลายแห่งในโลกถูกพัฒนากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวไปถึงเมืองนั้นแล้วไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น Pike’s Market Place แห่งเมือง Seattle หรือ
ทซึกิจิ (Tsukiji) แห่งกรุงโตเกียว ที่ต้องตะกายตื่นตอนตีห้าเพื่อไปดูการประมูลปลาทูน่ากัน

Fisherman Wharf หรือ ท่าเรือชาวประมงแห่ง ซานฟรานซิสโก อาจแตกต่างไปจากตลาดปลาลือชื่อสองแห่งข้างต้น เพราะที่นี่ไม่มีปลาสดๆมาขาย แต่กลายเป็นย่านร้านอาหาร และของที่ระลึกต่างๆที่นักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงซานฟรานซิสโกต้องแวะมาเยี่ยมชม

สัญลักษณ์ปูสีแดงในพังงาเรือ แปลว่าที่นี่ต้องมีปูเป็นอาหารมีชื่อ เมื่อเดินเข้าไปในละแวกดังกล่าว ก็เห็นร้านอาหารที่ขายอาหารข้างทาง มีอาหารทะเลนานาชนิดล่อตาล่อใจใส่ไว้ในตู้กระจกให้ชี้ว่าจะเอาแบบใด ราคาใด เท่าที่เห็นแปลกๆคือ ขนมปังแบบฮอทด็อกไส้ปู หรือ ไส้กุ้ง ที่ใส่ไส้จนล้น และอาหารที่มีชื่อที่เห็นคนทานมากอีกอย่างคือ Clam Chowder หรือซุบครีมหอยลายในชามขนมปังชิ้นใหญ่ และที่แน่นอน ปูสีแดงตัวใหญ่ต้มมีให้เห็นได้ในทุกร้าน

ปูดังแห่งซานฟรานซิสโก มีชื่อว่า ปูดันเจนนิส (Dungeness crab) ซึ่งไม่รู้จะแปลเป็นไทยอย่างไร เพราะเป็นชื่อเฉพาะของหมู่บ้านประมงแห่งหนึ่งในตอนเหนือรัฐวอชิงตัน ตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ติดกับแวนคูเวอร์ของแคนาดา ปูแดงนี้ ตัวใหญ่กว่าปูทะเลบ้านเรา แต่ไม่ใหญ่เท่า King crab หรือ ปูอลาสก้า หรือ ปูทาราบะ ที่คนไทยนิยมทาน ปูดันเจนนิส เนื้อเยอะ รสหวาน ก้ามเปลือกบาง แกะง่ายกว่าปูทะเล ตัวหนึ่งหนักประมาณ 2 ปอนด์ หรือ เกือบกิโลขึ้นไป จับได้ในทะเลที่มีน้ำเย็น เช่น แถบ แคลิฟอร์เนีย ขึ้นไปจนถึง ซีแอทเทิล

มาถึงถิ่นต้องยอมลงทุนบ้าง เดินเข้าไปในร้านดัง Franciscan Crab ที่เห็นเด่นริมอ่าว เดินแบบหลงๆเข้าไป พนักงานบอกว่า ต้องรอคิวประมาณ 1 ชั่วโมง พร้อมส่งอุปกรณ์พลาสติกกลมๆมีตัวเลขไฟมาให้เราถือ พอถึงคิวจะมีไฟกระพริบบอกว่ามาเสียตังค์ได้ เรารับมางงๆจับใส่กระเป๋าและเดินไปหาอะไรสวยๆงามๆดูขณะรอ

ไม่นานเกินรอ ไฟกระพริบบอกว่าคิวของเรามาถึง พนักงานจัดหาที่นั่งและให้เมนูเล่มใหญ่มาให้ดู หลังจากนั้นหายไปนาน คงคิดว่าให้เราค่อยๆใคร่ครวญกับราคา 45.95 เหรียญ (ประมาณ 1,600 บาท) ต่อปูปรุงเสร็จ 1 ตัว (whole crab) หนักประมาณ 2 ปอนด์ขึ้นไป และอาหารทะเลอื่นๆแล้วแต่จะเลือกและงบประมาณในกระเป๋า เราทดลองสั่งแบบผสม ปูหนึ่งตัวกับกุ้งในจานร้อนขนาดใหญ่มาทานในราคา 59.95 เหรียญ สำหรับผู้ร่วมคณะ 3 คน ได้ปูท่วมจานพอทรมานกว่าจะทานหมด เนื่องจากสูตรลับกระเทียมเนย (secret garlic sauce) ที่คลุกมากับปูและกุ้ง อร่อยใน 10 คำแรกแต่สุดเลี่ยนในเวลาหลังจากนั้น เป็นสูตรที่อร่อยจริงหากมีน้ำจิ้มซีฟู้ดจากไทยจะเปอร์เฟคสุด

จ่ายค่าเสียหายไปพอประมาณ หลังจากใช้เวลาไปประมาณ 2 ชม. ก็หลุดออกมาจากร้านโดยหายอยากไปอีกนาน ลืมบอกว่า ขณะทานเขามีเอี๊ยมคล้ายถุงพลาสติกมาให้ใส่ ออกแบบดูดีมีระดับจริงๆ ออกจากร้านอย่าลืมถอดทิ้งด้วย

เมืองนี้หาปูไม่ยาก แต่อย่างไรปูบ้านเขาก็ไม่อร่อยคุ้นลิ้นเท่าปูบ้านเรา
ตามนิสัยอยู่เมืองนอกก็ถวิลคิดถึงอาหารไทย
พอกลับถึงเมืองไทย เมนูปูแรกที่รีบสั่งคือ ส้มตำปูนา !!

ฉลามวาฬโอกินาวา

ฉลามวาฬ

โอกินาวา จังหวัดแห่งเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิค เมืองแห่งแสงแดดแผดแรงผสานไอเค็มของทะเลตลอดทั้งปี อาจจะจูงใจยากสักนิด สำหรับนักท่องเที่ยวจากเมืองร้อนเช่นไทย

เมื่อก่อน โอกินาวา อาจเป็นจังหวัดที่ไปยาก เนื่องจากต้องไปต่อเครื่องภายในประเทศที่ฟูกูโอกะ หรือจากโอซากา แต่เดี๋ยวนี้มีเครื่องโลว์คอส บินตรงจากไทยใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ก็แตะพื้นเกาะในความฝัน

จากสนามบิน การเข้าเมืองสามารถใช้รถไฟรางเดียวโมโนเรลล์ได้เลย วิ่งตรงไปไม่กี่นาทีก็ถึงที่พักในเขตเมืองนาฮา (Naha) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเกาะนี้ แม้ความเจริญจะไม่เทียบเท่าเมืองใหญ่ เช่น โอซากา หรือฟูกูโอกะ แต่ก็สะดวกสบายและหาอาหารการกิน อร่อยและอิ่มท้องไม่ยาก

จากเมืองนาฮา ไปหาสถานีรถบัส (Naha bus terminal) จ่ายค่าโดยสาร 2,400 เยน หรือประมาณ 700 บาท จากนั้นนั่งรสบัสแอร์ยาวๆวิ่งฉิวบนทางด่วน express way ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 58 ชมวิวงดงามเลียบมหาสมุทร ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงก็ถึงจุดหมายที่ ซูราอุมิ อะควาเรียม (Churaumi Okinawa aquarium)

ค่าผ่านประตู 1,850เยน หรือประมาณ 550 บาท สำหรับอะควาเรียมติดอันดับโลกที่โอกินาวาไม่แพงเลย สำหรับประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ เริ่มต้นด้วยสัตว์ทะเลสวยงามในตู้กระจกขนาดเล็ก สัตว์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเช่น เจ้าหนอนทะเลหรือปลาไหลขนาดเล็ก ที่ตัวซุกอยู่ในพื้นทรายแต่โชว์ลำตัวและหน้าตั้งตรงกับพื้นเป็นแนวสลอนดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างน่ารัก หรือ เจ้ากุ้งมังกรยักษ์ขนาดเด็กสองขวบ ที่ทุกคนจะคว้ากล้องมาถ่ายเซลฟีด้วย ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในทะเลลึกมืด ที่ชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น เช่น ปลาที่มีหลอดไฟในตัวเอง

แล้วก็มาถึงไฮไลท์ของที่นี่ ตู้ปลากระจกขนาดยักษ์ ความจุ 7,500 ลิตร ขนาดยาว 27 เมตร กว้าง 35 เมตร สูง 10 เมตร กับผนังอะคริลิคใสหนา 60 ซม. ที่ปรากฏตรงหน้าราวกับจอภาพยนตร์ เห็นคนที่ยืนหน้าตู้กระจกราวกับตุ๊กตาจิ๋ว ทั้งปลาทะเลขนาดใหญ่ กระเบนยักษ์ ปลาเล็กที่เคลื่อนไปมาเป็นฝูงเป็นระรอกพริ้ว และ พระเอกของที่นี่ ฉลามวาฬยักษ์ 2 ตัว ว่ายวนไปมาทักทายกับผู้คน ประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของมันอย่างไม่เกรงใจ ให้มนุษย์ตระหนักว่าในท้องทะเลกว้าง มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจ้อยเท่านั้น

ซูราอุมิ อคาเรียม แห่งโอกินาวา เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่ประสบความสำเร็จในการอนุบาลสัตว์น้ำขนาดยักษ์ ไม่ว่าจะเป็นฉลามวาฬ เต่าทะเล ปลาโลมา ปลาพยูน กระเบนยักษ์ ที่หาไม่ได้ในอควาเรียมดังๆอื่นๆในโลก สำหรับผู้มีเวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง อาจแวะชมการให้อาหารปลาพยูน และการแสดงของปลาโลมาในเวทีเปิดกลางแจ้งให้คุ้มยิ่งขึ้นได้ แต่หากมีเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง เฉพาะการเดินในส่วนอาคารก็คุ้มค่าแล้ว

ขอเตือนเล็กน้อย แว่นกันแดด ครีมกันแดด ร่ม น่าจะเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับการแวะชมอควาเรียมแห่งนี้ เพราะหากขาดไป นอกเหนือจากความสุขและความอิ่มเอมใจในการเข้าชมแล้ว ท่านอาจได้ผิวสีแทนมาเป็นที่ระลึกยามกลับเมืองไทย

โอกินาวา เมืองแห่งแสงแดดโดยแท้

เก็บตกจากเชียงคาน

เชียงคาน

เก็บตก จากเชียงคาน (1)
คำว่า คาน มาจากชื่อ ขุนคาน โอรส ขุนคัว กษัตริย์ล้านช้าง เมื่อพันกว่าปีที่แล้ว
เชียงคาน จึงแปลว่า เมืองของขุนคาน. ไม่เกี่ยวกับ ส่วนประกอบที่ใช้รองรับหลังคาบ้านแต่ประการใด ดังนั้น สาวๆทั้งหลาย ไม่ต้องกลัวขึ้นคานอีกแล้ว หากจะมาเที่ยวเชียงคาน

เก็บตกจากเชียงคาน (2)
ถนนคนเดิน หรือ ถนนริมโขง ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง
ไม่มีบาร์ ไม่มีผับ ไม่มีแสงสีสมัยใหม่ ไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขาย
ทราบมาว่า เป็นกติการ่วมกันของชาวบ้าน ชุมชน เทศบาล และอำเภอ
เพื่อรักษาวัฒนธรรมเดิมของชุมชน น่ารักนะนี่

เก็บตกจากเชียงคาน (3)
ไม่น่าเชื่อว่าในอำเภอเชียงคาน มี 7-11 อยู่ร้านเดียว และมีโลตัสเอ็กเพรส 1 สาขา
แล้วทั้งสองร้านยังพยายามแต่งหน้าร้านให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมเชียงคาน
ใครที่ดึกๆหิวอาจลำบากหน่อย เพราะต้องเดินหากันไกลหน่อย

เก็บตกจากเชียงคาน (4)
โรงแรมที่เชียงคาน นอกจากแข่งกันมี wi-fi ให้ใช้ฟรีแล้ว
ยังแข่งกันมีจักรยานให้แขกที่มาพักได้ใช้ฟรีด้วย
ที่พักเล็กๆ ประเภท โฮมสเตย์ มักจะเป็นห้องน้ำรวมเพราะดัดแปลงจากบ้าน
แต่เดี๋ยวนี้ห้องพักแบบ บูติกโฮเต็ลเริ่มมีมากขึ้น ต่อไปคงคล้ายปาย

เก็บตกจากเชียงคาน (5)
เวลาเช่าจักรยานที่เชียงคาน อย่าถามหากุญแจล็อกรถ
เขาจะบอกว่า จอดไปเหอะ ที่นี่จักรยานไม่เคยหาย
เสีย 50 บาท ถีบได้ทั้งวัน น้ำใจดีจริงๆคนที่นี่

เก็บตกจากเชียงคาน (6)
ชุมชนเข้มแข็งที่เชียงคานใช่ย่อย มีเก็บเงินสมาชิกวันละ 1 บาท
เป็นสวัสดิการชุมชน เจ็บ ป่วย เกิด ตาย มีเงินช่วยสนับสนุน
เป็นกระบวนจัดการตนเองของชาวบ้านที่น่าชื่นชม ไม่ต้องพึ่งนโยบายประชานิยมของใคร

เก็บตกจากเชียงคาน (7)
การตักบาตรข้าวเหนียว จะเริ่มแต่เช้าตรู่ ตีห้าครึ่ง
ช่วงเทศกาลท่องเที่ยว พระจะเหนื่อยมาก เพราะมีคนแย่งกันตักมากมาย
ต้องกระจายสายกันสายละไม่กี่รูป บทสวดก็จะสั้น เพราะต้องทำเวลา
การตักตามประเพณีเดิม คือ ใส่เฉพาะข้าวเหนียวในบาตร ส่วนกับข้าวญาติโยมจะตามไปถวายที่วัด
พอนักท่องเที่ยวเยอะ ตามไปไม่ไหว เลยมีหน่วยรถเข็นเข็นกับข้าวตามพระแทน เปลี่ยนไปตามยุคสมัย

เก็บตกจากเชียงคาน (8)
คำเท่ห์ๆ ที่ใช้คำว่า คาน หายากกว่า คำว่า เลย
ที่เห็นเท่ห์ๆ คืิอ เลยคานมานานแล้ว รอลงคานนานแล้วก๋อ และ ลงคานที่เชียงคาน
ในขณะที่คำว่า เลย มีมากมาย เช่น รักเลย บันเจิดเลย มาเลย ใช่เลย จำไว้เลย น่ารักจังเลย ไม่เคยลืมเลย เลยแล้วว่ะ เลยไปเป็นลาว จนถึง จำเลยรัก และ นม 6 เลย

บันทึกเมื่อ 24 กรกฎาคม 2556

ตามล่าวิหารศักดิ์สิทธิ์

ผจญภัยในเพตรา (2) ตามล่าวิหารศักดิ์สิทธิ์

The Treasury หรือ คลังมหาสมบัติ จุดไฮไลท์ของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเพตราที่ชินตาชาวโลก และเป็นฉากจบของ อินเดียน่า โจนส์ภาค 3 เดอะลาสครูเสดนั้น เป็นเพียงประตูทางเข้านครเพตรา หรือ หากดูจากแผนที่นำทางเป็นเพียงจุดแวะพักที่ 4 จาก 15 จุด มีบ้างอาจเดินทางลึกต่อไปเข้าไป แต่น้อยรายที่จะเดินทางไปจนถึงจุดที่ 15 The Monastery หรือวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งเพตรา

มีคำกล่าวเล่นๆสำหรับ ออปชั่นในการซื้อตั๋วว่า 50 ดีนาร์ตั๋วหนึ่งวัน สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป 55 ดีนาร์ตั๋วสองวันสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงลึก 60 ดีนาร์ สำหรับนักโบราณคดีที่สนใจลึกซึ้งและคนบ้าเท่านั้น เราตีตั๋วแบบหนึ่งวันแต่วางแผนใช้เวลาเต็มที่ 5 ชั่วโมงเต็มแบบรีบเร่ง ก็ถึงจุดหมายกลับมายังจุดนัดพบได้ตรงเวลาอย่างน่าใจหาย

จากผาสลักประตูคลังมหาสมบัติ เราได้รับข้อเสนอมากมายจากมัคคุเทสก์ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นขี่อูฐชมเมือง ขี่ลาขึ้นไปเพื่อชมมุมสูงของ The Treasury ขี่ลาเพื่อไปพิชิตยอดสูงสูงที่เป็นปลายทางของเส้นทาง มึนงงกับข้อเสนอที่พรั่งพรูจำนวนมาก เราจึงตัดสินใจที่จะเดินเท้าด้วยตนเองกับระยะทางที่เหลือประมาณ 5 กิโลเมตรเพื่อไปถึงเชิงเขาและอีก 1 กิโลในการขึ้นบันไดอีกประมาณ 800 ขั้นเพื่อไปพิชิตเทวสถาน น่าจะเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับพวกเรา

จากจุดที่ 4 ทีมนักผจญภัยเดินเท้าแยกย้ายกันเดินหน้าตามเส้นทางหลัก (Main trail) ผ่านหินสลักและถ้ำที่เป็นที่อยู่อาศัย และสุสานของกษัตริย์ ผ่านโรงละครโรมัน (Roman Theatre) ที่สลักที่นั่งกว่า 4,000 ที่เข้าไปในหน้าผาให้ตื่นตาตื่นใจ เจ้าของลาจูงลาฝูงหนึ่งเดินตามมาพร้อมข้อเสนอต่างๆอย่างไม่ลดละ โดยเชื่อว่าอีกสักพักเราน่าจะใจอ่อน แต่ได้เราคำตอบเสียงแข็งจากเราคือ ไม่

ผ่านไปไม่นาน อากาศเริ่มร้อน แสงอาทิตย์เริ่มจัด ขาเริ่มอ่อนแรง ข้อเสนอที่น่าสนใจเริ่มเกิดขึ้นว่า ทดลองขี่ไปส่งแค่เชิงเขาคนละ 5 ดีนาร์ (250 บาท) เอาไหม ลดลงมาจากข้อเสนอแรก คือ 30 ดีนาร์ (1,500 บาท) สำหรับ round trip ขี่ไปถึงยอดและลงมาส่งถึง The Treasury เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจผู้จูงลาเดินตามาตั้งไกล (จริงแล้วถอดใจกับการเดิน) เราจึงเปลี่ยนมาใช้ลาเป็นพาหนะ ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด และดูไม่อันตรายเพราะตัวไม่สูงเหมือนม้า อีกค่อยๆเดินให้เราได้ถ่ายรูปแค่นี้ก็คุ้มราคาแล้ว

ระหว่างอยู่บนหลังลา ข้อเสนอใหม่ๆก็พรั่งพรูมาจากเจ้าของลาอีก เช่น จากเชิงเขาจะต้องเดินเท้าขึ้นไปอีก 800 กว่าขั้น ถ้าเดินเป็นชั่วโมง แต่ถ้านั่งลาแค่ 20 นาที ถามว่าจะอันตรายไหม ก็ได้รับคำตอบว่าเขาขึ้นลงทุกวันแทบจะหลับตาเดินได้ และจะบอกให้ลาเดินช้าๆจะได้ปลอดภัย จะขอลองขึ้นก่อนไม่กี่ขั้นค่อยตัดสินใจได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะทางขึ้นลงแคบขึ้นแล้วต้องขึ้นถึงบนสุดจึงกลับได้ พร้อมทั้งข้อเสนอว่า หากนั่งต่อยินดีลดเป็นพิเศษคือเพิ่มอีก 20 ดีนาร์ รวมเป็น 25 ดีนาร์ เท่านั้นสำหรับไปกลับทั้งหมด และบอกว่าเป็นการลดที่มากที่สุดไม่เคยลดให้ใครแล้ว (คาดว่า คนจูงลาน่าจะจบ MBA Marketing) พร้อมยืนยันว่าเป็นวิธีการเดินทางที่ปลอดภัยยิ่ง

อินเดียน่า โจนส์แบบเรา เห็นวิหารศักดิ์สิทธิ์อยู่ปลายทางหน้า เมื่อถึงเชิงเขาแล้วจึงเชื่อใจเจ้าของลาใช้บริการขี่ลาขึ้นเขาแบบปลอดภัยสูงสุดตามคำโฆษณา ลาพอได้คำสั่งจากเจ้าของก็ทะยานขึ้นบันไดหินในทางขึ้นแคบๆพอลาสองตัวสวนทางกันได้ การขี่ลาขึ้นเขามีเทคนิคคือตรงทรงตัวให้สมดุลอย่าเอียงซ้ายเอียงขวา จังหวะขึ้นก็ต้องโน้มตัวไปข้างหน้า ในสองสามนาทีแรกดูช่างเป็นการผจญภัยที่น่าสนุกสนาน หลังจากนั้นได้แต่ภาวนาให้ถึงยอดเขาโดยไว เพราะยิ่งสูงทางยิ่งชัน บางจังหวะก็เป็นทางหักโค้งที่ต้องใช้กำลังและทักษะในการเดิน. บางช่วงซีกซ้ายเป็นเขาซีกขวาเป็นเหวให้หวาดเสียวเล่น ส่วนลาก็ช่างชำนาญราวกับรู้ทางดี ไม่ต้องให้คนบังคับ เดินทะยานขึ้นบันไดไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

กี่นาทีไม่รู้ วิวข้างทางแทบไม่สังเกต เรื่องบันทึกภาพไม่ต้องไปนึกถึง เพราะมือทั้งสองเกาะติดแน่นกับอานลา ใจคอได้แต่ภาวนาให้ถึงสักที ผ่านเนินเขาและหน้าผาไม่รู้กี่ช่วง ก็มาถึงจุดหมาย เป็นพื้นที่กว้างพอประมาณและมีเพิงพักรอคอย คนเลี้ยงลาบอกว่าส่งได้แค่นี้ให้เดินต่ออีกเล็กน้อย ด้วยความงุนงงว่าทำไมจึงไม่ส่งให้ถึงที่ พิเคราะห์แล้วน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาด ที่ให้เดินผ่านร้านเครื่องดื่ม ร้านขายของพื้นเมือง เพราะให้ผู้ร่วมการค้าอื่นๆมีรายได้บ้าง เพราะถ้าลาเดินถึงวิหารร้านค้าต่างๆอาจไม่มีรายได้ ถือเป็นการส่งต่อธุรกิจที่งดงาม

เราเดินต่อขึ้นบันไดทางแคบๆที่มีร้านขายของเก่าแอบอยู่ทางซ้ายมือ สักพักหนึ่งก็มาทะลุที่ยอดสุดของเขาที่เป็นลานกว้าง The Monastery หรือวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นจุดสุดยอดของการเดินทางก็ปรากฏอยู่ข้างหน้า รูปลักษณ์การก่อสร้างเป็นแบบเดียวกับประตูแห่งเพตราหรือคลังสมบัติเพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่า คือกว้าง 47 เมตร และสูง 48.3 เมตร ดูบึกบึนและมีมิติในเชิงลึกมากกว่า แต่ความปราณีตงดงามกลับไม่เท่า The Treasury กล่าวกันว่าสิ่งแกะสลักนี้สร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สอง หรือประมาณหนึ่งร้อยปีหลังจากคลังสมบัติ ใช้เป็นสุสานบรรจุศพของกษัตริย์แห่งราชวงศ์นาบาเทียน และ เคยใช้ประกอบพิธีทางศาสนาต่างๆ

เราใช้เวลาชื่นชมวิหารพอสมควรแก่เวลา ก็ต้องอำลาจาก โดยอาศัยเจ้าลาตัวเดิมไต่เขาลงมา ซึ่งได้เรียนรู้สัจธรรมของชีวิตว่าขึ้นยากแต่ลงกลับยากกว่า เพราะจังหวะลงต้องโน้มตัวไปข้างหลังตลอดและดูเหมือนลาจะหิวข้าวหรือต้องการทำรอบ จึงทะยานลงด้วยความเร็วผิดปกติ ทำให้ผู้อยู่บนหลังลาได้แต่ภาวนาอย่าให้ก้าวใดก้าวหนึ่งพลาด ใช้เวลาไม่นานก็ลงมาถึงพื้นราบด้วยความโล่งอก

ลาส่งเรา ณ จุดที่เป็นคลังสมบัติ เพื่อส่งต่อธุรกิจรถม้าที่มาตื๊อเราให้นั่งกลับออกไปยังประตูหน้า เราจ่ายเงินค่าขี่ลา พร้อมทั้งถามคนเลี้ยงว่าเขามีลากี่ตัวได้ความว่า มี 4 ตัว แปลว่าหากตัวหนึ่งขี่เอง อีกสามตัวให้ลูกค้า ขึ้นลงรอบหนึ่งก็ได้เกือบห้าพันบาท หากวันละ 2 รอบ ก็ได้หมื่นนึง ขยันทำทุกวัน เดือนละ 300,000 คิดแล้วสมควรลาออกจากงานที่ประเทศไทยมาเลี้ยงลาน่าจะดี

ก่อนเดินจากเพตรา ได้ยินแหม่มสาวคนนึงพูด Good bye Petra
เลยขอส่งเสียงเป็นภาษาไทยบ้าง
ลาแล้วเพตรา กับประสบการณ์ลาที่น่าจดจำ