About

มนต์แห่งเพตรา

เพตรา นครศิลาสีชมพู ที่เคยคึกคักด้วยผู้คนซึ่งใช้เป็นเส้นทางค้าขายจากเอเชียสู่ยุโรป นำกำยาน เครื่องหอม เครื่องเทศ ผ้าไหม สิ่งมีค่าที่เป็นต้องการมาซื้อขายแลกเปลี่ยนในเมืองแห่งอารยธรรมที่ซ่อนเร้นตัวอยู่กลางทะเลทรายชื่อ นครเพตรา (Petra)

ประมาณ ค.ศ.100 เกือบสองพันปีมาแล้ว ชาวนาบาเทียน (Nabataean) ผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการค้า เนรมิตเมืองที่แกะสลักลึกไปในหินทรายสีชมพู จัดระบบชลประทานเพื่อทดน้ำจากแม่น้ำผ่านระบบฝายและท่อยาวนับกิโลเมตร ทำให้เมืองกลางทะเลทรายคึกคักด้วยผู้คน และพลันกลับกลายเป็นเมืองที่หายสาบสูญซ่อนเร้นตัวเองในช่วง คศ. 700 เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในช่วง คศ.400 เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเส้นทางค้าขาย กลายเป็นเมืองร้างที่รู้จักกันแต่ชนเผ่าเบดูอินที่เร่ร่อนอยู่กลางทะเลทรายเท่านั้น จนเมื่อประมาณสองร้อยปีที่แล้วจึงค้นพบใหม่โดยนักสำรวจชาวสวิส และเริ่มเป็นที่โด่งดังหลังจากปรากฏต่อสายตาชาวโลกผ่านภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเมื่อ อินเดียน่า โจนส์ ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ จนทำให้เพตรากลายเป็น destination อีกหนึ่งแห่งที่นักเดินทางใฝ่ฝันไปพบ

จากอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดนในตอนบ่ายมุ่งทางทิศใต้ ผ่านดินแดนแห้งแล้งและทะเลทรายระยะทาง 235 กิโลเมตร กับเวลา 3 ชั่วโมง ก็ถึงเมืองเล็กๆที่ตั้งของเพตราในเวลาเย็นพอดี สอบถามได้ความว่ามีทางเลือกเกี่ยวกับค่าเข้า 3 แบบ คือ หนึ่งวัน 50 จอร์แดนดีนาร์ (ประมาณ 2,500 บาท) สองวัน 55 ดีนาร์ และสามวัน 60 ดีนาร์ ให้ต้องประเมินเวลาและความคุ้มค่ากันเองว่าจะเลือกแบบใด เราเลือกที่ใช้เวลาเย็นกับการพักผ่อนและเตรียมพละกำลังเพื่อการชมเพตราในวันรุ่งขึ้นโดยนัดหมายเวลา 7 โมงเช้าเพื่อเริ่มต้นเดินทาง โดยหวังว่าอากาศตอนเช้าในเดือนกันยายน จะสบายๆเหมาะสำหรับการเดิน

เช้ารุ่ง การผจญภัยได้เริ่มขึ้น ทางส่วนแรกประมาณเกือบหนึ่ง กม. เป็นถนนทางเดินราบที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ เพื่อนำเข้าสู่ช่องเขา เราเดินผ่านโดยใช้เวลาไม่นานนัก มีบริการม้าให้ขี่สำหรับผู้ที่ถนอมแรงไม่อยากเดิน ราคาตั้งแต่ 2-5 ดีนาร์ (100-250 บาท) แล้วแต่ว่าใครจะถูกเสนอข้อมูลอย่างไร สิ้นสุดจุดนี้ความตื่นตาแรกก็ปรากฏ เป็นช่องซอกหลืบเขาขนาดกว้าง ​5-10 เมตรยาวประมาณ 1.2 กม.ที่เรียกว่า The Siq เลื้อยเข้าไปในดินแดนลึกลับ ลวดลายชั้นหินทรายหลากสีดูสวยงาม โค้งเว้า ในรูปทรงแปลกตาที่ถูกสร้างสรรค์โดยธรรมชาติมานานนับล้านปี บ้างก็มีคำอธิบายว่า เป็นพลังของน้ำที่กัดเซาะ โดยพื้นที่นี้หลายล้านปีก่อนคือส่วนที่จมอยู่ใต้สมุทร ตลอดทางช่วงนี้นักท่องเที่ยวล้วนเพลิดเพลินกับการบันทึกภาพตนเองกับซอกหลืบหินแปลกตาไม่ซ้ำ โดยบางช่วงยังมีร่องรอยการแกะสลักที่ยังไม่เสร็จ และถ้าสังเกตจะเห็นทางส่งน้ำที่คนโบราณนำน้ำจากแม่น้ำเพื่อไปหล่อเลี้ยงคนในนครอย่างชาญฉลาด

ปลายสุดของ The Siq หลังจากเดินพอได้เหงื่อ ก็เห็นภาพของนครเพตราปรากฏในปลายของซอกหลืบ ทุกคนรีบสาวเท้าก้าวเข้าไปเพื่อชื่นชมกับสิ่งเห็นอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครสนใจใคร มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาบันทึกภาพมุมแล้วมุมเล่าของสิ่งแกะสลักงดงามในหน้าผาสีชมพู ขนาดกว้าง ​25 เมตร สูง 39 เมตร หรือ ราวตึก 13 ชั้น ที่ตระหง่านอยู่ตรงหน้า มีบริการให้ขึ้นขี่อูฐเพื่อถ่ายภาพในราคา 100-250 บาท แล้วแต่ระดับความเป็นเศรษฐีของแต่ละคน วิหารแห่งเพตรานี้ มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า The Treasury หรือแปลว่า คลังมหาสมบัติ ว่ากันว่าครั้งหนึ่งคนเชื่อว่าเป็นที่เก็บสมบัติของฟาโรห์แห่งอิยิปต์ แต่เดี๋ยวนี้พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ เนื่องจากช่วงเวลาในการรุ่งเรืองของเพตราเป็นยุคโรมันเรืองอำนาจซึ่งเป็นช่วงหลังความรุ่งเรืองของอิยิปต์แล้ว จึงพอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นที่ประกอบพิธีศาสนาและเป็นสุสานที่เก็บศพของกษัตริย์และราชวงศ์ของของนาบาเทียนเสียมากกว่า

วิหารแห่งเพตรา คลังสมบัติแห่งฟาโรห์ หรือ สุสานของบรรพชนนาบาเทียน เป็นหน้าผาถ้ำแกะสลักวิจิตรสองชั้น ชั้นล่างมีเสาทรงกลมยักษ์หัวเสาสไตล์คอรินเธียน (Corinthian) จำนวน 6 ต้น ชั้นบนมี 4 ต้น สองข้างและกลางประดับด้วยรูปแกะสลักเทพกรีกที่สึกกร่อนไปตามธรรมชาติหรือถูกสกัดไปขายจากฝีมือมนุษย์จนดูไม่ออกว่าเป็นเทพองค์ใด กลางบนสุดเป็นรูปคนโทบนมุขครึ่งวงกลมลวดลายวิจิตรให้อ้าปากค้างสมกับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ( 7 Wanders)

หากใครช่างสังเกตสักนิด ก็จะเห็นปริศนารูปสี่เหลี่ยมจตุรัสเรียงสองแถวจากด้านล่างไปถึงบนอยู่ด้านข้างทั้งสองข้างของสุสาน สมมติฐานแรกคือ อาจจะเป็นที่ต่อนั่งร้านเพื่อก่อสร้างแต่มีการยินยันจากนักโบราณคดีโดยดูจากสิ่งก่อสร้างอื่นที่ยังสร้างไม่เสร็จว่า การสร้างสิ่งก่อสร้างดังกล่าวใช้วิธีการสกัดหินจากบนลงล่าง ไม่มีการสร้างนั่งร้าน. จึงมาสู่สมมติฐานต่อไปว่าน่าจะเป็นช่องที่พวกปล้นสุสานสกัดเพื่อปีนตัวขึ้นไปหาสมบัติที่เป็นที่มาของชื่อคลังสมบัติหรือ The Treasury นั่นเอง ดังนั้น ถึงวันนี้ภายในสุสานจึงเหลือเพียงห้องว่างเปล่าจำนวน 3 ห้อง ไม่มีสิ่งใดเหลือหลอ. ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเป็นสุสานของใคร

หน้า The Treasury ยังคลาคล่ำไปด้วยลูกหลานนาบาเทียนจำนวนมาก บ้างจูงอูฐ. บ้างจูงลา. บ้างขี่ม้า
บ้างขับรถม้า. มาเสนอการให้บริการมากมายก่ายกองเพื่อการเยี่ยมชมเพตราให้อิ่มใจแต่จนเงิน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจบลงเพียงแค่วิหารแห่งเพตรานี้ หรือ เดินต่อไปอีกเล็กน้อยก็ถอดใจกลับ แต่รู้ไหม ทายาทนาบาเทียนยังมีออปชั่นพิเศษที่จะพานักผจญภัยอย่างเราไปตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ รออ่านในตอนถัดไปครับ

เค็มอย่างกะ Dead Sea

ทะเลมรณะ (Dead Sea) ชื่อน่ากลัวมาก หากจินตนาการตามนิยายผจญภัยคงนึกถึงทะเลที่มีเขาหัวกะโหลก โจรสลัดน่ากลัว ปลาฉลามใจร้าย ปลาหมึกยักษ์ ใครพลัดเข้าไปไม่มีทางรอดกลับ แต่ทะเลมรณะนี้กลับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนฝันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะได้ไปลอยตัวในทะเลที่ไม่มีวันจมนี้

จากกรุงอัมมาน เมืองหลวงของจอร์แดน มุ่งลงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 55 กิโลเมตร หรือใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ก็มาถึงส่วนบนของทะเลเดดซี เป็นที่ตั้งของโรงแรมริมฝั่งทะเลจำนวนมากให้เลือกตามกำลังทรัพย์ที่มี พอลงจากรถกก็สัมผัสได้ถึงอากาศที่ร้อนอ้าวได้ทันที ว่ากันว่าที่นี่อุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียงถึงสิบองศา เช่น หากที่ อัมมาน 30 เซลเซียส ที่นี่จะสูงถึง 40 องศา
เอ แล้วคนเมืองร้อนอย่างเราจะมาเดดซี หาพระแสงอันใด

ทะเลเดดซีเป็นพรมแดนหนึ่งที่คั่นกลางระหว่างจอร์แดนกับอิสราเอล นึกภาพในแผนที่ง่ายๆ ด้านซ้ายของทะเลเป็นอิสราเอล ด้านขวาเป็นจอร์แดน. เมื่อเราอยู่ริมทะเลเดดซีฝั่งจอร์แดน ผืนฝั่งตรงข้ามที่อยู่ตรงหน้าคืออิสราเอลในส่วนเวสแบงค์หรือปาเลสไตน์นั่นเอง ดังนั้น บรรยากาศการชื่นชมทะเลเดดซี จึงปะปนไปด้วยเสียงปืนใหญ่ยิงรัวเป็นชุด ได้ยินมาจากฝั่งตรงข้ามให้เราทำหน้าเหรอหรา สอบถามจากพนักงานโรงแรมว่าเป็นเสียงที่คุ้นเคย. อาจเป็นการบจริงหรือซ้อมรบก็ไม่แน่ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะยังไงก็ยิงมาไม่ถึงฝั่งเรา (เป็นคำพูดปลอบใจที่ดีมาก)

จุดที่เป็นทะเลเดดซี อยู่ต่กว่าระดับน้ำทะเลถึง 400 เมตร ทำให้ถือว่าเป็นจุดที่มีอากาศดีที่สุดในโลก เนื่องจากรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ถูกกรองจากชั้นบรรยากาศมากที่สุด และน้ำทะเลยังอุดมด้วยแร่ธาตุนานาชนิดและมีความเค็มเหนือกว่าความเค็มของน้ำทะเลในมหาสมุทรถึง 9.6 เท่า (ไม่รู้ใครไปลองชิมมา) ดังนั้น ใครที่มาเดดซีจึงใฝ่ฝันที่จะพอกโคลนลงแช่ในทะเลโพสท่านอนอ่านหนังสือพิมพ์ในทะเลแบบเท่ๆสักหน

การแช่ตัวในเดดซีก็ต้องมีกรรมวิธี ใช่ว่าจะสุ่มสี่สุ่มห้าลงได้ เริ่มต้นก็ควรเปลี่ยนชุดว่ายน้ำ ชำระล้างร่างกายให้สะอาด และลงไปแช่ในทะเลประมาณ 10 นาที เสร็จแล้วขึ้นมาพอกโคลนทุกส่วนของร่างกายเท่าที่ทำได้ ยืนผึ่งแดดผึ่งลมเหมือนชาวป่าอเมซอนให้โคลนแห้งประมาณ 15 นาที แล้วจึงลงไปชำระล้างในทะเลให้โคลนหมดจากร่างกายอีกรอบ สบายใจเมื่อไรค่อยขึ้นมาอาบน้ำเปล่าชำระล้างร่างกายให้สะอาด ผิวกายก็จะสะอาดสะอ้านนุ่มหอมไปอีกหลายวัน

เราละล้าละลังว่าจะลงดีหรือไม่ลงดี เนื่องจากเวลาที่ไปถึงนั้นบ่ายคล้อยแล้ว มีฝรั่งหนุ่มใหญ่อัธยาศัยดีร่างอุดมด้วยโคลนมาถามเราว่าไม่สนใจลงไปว่ายหรือ ด้วยยังไม่ตัดสินใจเลยบอกไปว่าวันนี้ขอดูลาดเลาก่อน พรุ่งนี้จะลงมาว่าย เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้มให้ชวนคิดว่า วันนี้ก็คือวันนี้
พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้ มาถึงเดดซีวันนี้ก็ต้องว่ายวันนี้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้ จะว่ายหรือไม่ว่ายนั่นอีกที

คำตอบที่ได้ ช่างเป็นปรัชญา วันนี้คือวันนี้ หากคิดทำอะไรให้ทำวันนี้ เพราะไม่แน่ว่า หากทำพรุ่งนี้อาจเสียดายว่าทำไมไม่ทำตั้งแต่เมื่อวาน

กลับจากเดดซี มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำเมื่อวานบ้างนะ

ตามหา นักคิด

thinker

สแตนฟอร์ด (Stanford University) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา อยู่ห่างจากซานฟานซิสโก ลงมาทางใต้ประมาณ 60 กิโลเมตร หากจัดลำดับน่าจะไม่เกินอันดับสามของโลก เมื่อพูดถึงสแตนฟอร์ดหลายคนจะบอกเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยงาม บางคนบอกเป็นมหาวิทยาลัยของคนรวย แต่ที่แน่ๆเป็นมหาวิทยาลัยที่เข้ายาก มีอัตราการรับแค่ร้อยละ 4.8 (ข้อมูลปี 2559) และยังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ เป็นแหล่งเพาะผู้ประกอบการธุรกิจยุคใหม่ที่มีชื่อเสียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ก่อตั้ง ยาฮู กูเกิล ไนกี้ เฮชพี

ไม่น่าเชื่อว่า มหาวิทยาลัยนี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมท่องเที่ยว ในแต่ละวันเราจะเห็นกลุ่มนักท่องเที่ยว สะพายกล้อง เดินเป็นกลุ่ม มีไกด์ทัวร์พาชมสถานที่สำคัญในมหาวิทยาลัยที่มีประวัติ 127 ปี (ก่อตั้ง ค.ศ.1891 หรือ พ.ศ.2434) แห่งนี้ ทำให้เราแปลกใจว่า ทำไมบ้านเราไม่เห็นมีโปรแกรมเที่ยวชมจุฬาลงกรณ์ หรือ ธรรมศาสตร์ เลย ทั้งๆที่ก่อตั้งหลังแค่ไม่กี่สิบปี (จุฬา ก่อตั้ง พ.ศ.2460 ธรรมศาสตร์ ก่อตั้ง พ.ศ.2477)

อาคารต่างๆในมหาวิทยาลัยก็ดูเหมือนใหม่ แม้กลุ่มอาคารเก่าสุดที่เรียกว่า Main Quad ก็ดูใหม่มาก ไม่เหมือนกับที่บอกว่าสร้างมา 127 ปี มาทราบว่า สร้างใหม่หลายรอบ เนื่องจากแผ่นดินไหวสองครั้งเมื่อ ค.ศ.1906 และ 1989 แต่แม้จะปรับปรุงใหม่ เขาก็บอกว่ายังคงสถาปัตย์กรรมดั้งเดิมตั้งแต่แรกสร้าง

ในส่วนของอาคารหลักนี้ เราเห็นกลุ่มของรูปปั้นจำลอง (sculptures) จำนวน 6 ตัว ฝีมือของศิลปินโรแดง (Rodin) ผู้มีชื่อเสียงของฝรั่งเศส ที่ชื่อ “ชาวเมืองแห่งคาเลส์” (The Burghers of Calais) ยืนทนทุกข์ทรมานรอนักท่องเที่ยวให้มาทำท่าทางเลียนแบบเพื่อถ่ายภาพประกอบ ทำให้เราใคร่รู้ว่าใยชาวเมืองต้องเจ็บปวด จากไปอ่านเพิ่มเติมจึงรู้ว่า คนเหล่านี้คือผู้นำของประชาชนในเมืองคาเลส์ เมืองท่าของฝรั่งเศสตรงช่องแคบอังกฤษ ในวันที่กษัตริย์เอดเวิร์ดที่สามแห่งอังกฤษ ยื่นคำขาดให้ชาวเมืองยอมจำนน จะไว้ชีวิตชาวเมืองทั้งหมดหากผู้นำหกคนยอมให้ประหารแทน ภาพปั้นของชาวเมืองแห่งคาเลส์ จึงเป็นเหมือนภาพผู้นำหกคนของเมืองที่เสียสละ ยอมตายเพื่อรักษาประชาชนให้อยู่รอด

ถัดจาก กลุ่มอาคาร Main Quad ขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อย ก็จะเจอเจอกลุ่มงานศิลปะของโรแดง อีกจำนวนหนึ่ง ตั้งอยู่กลางแจ้งในสวนงานศิลปะรูปปั้นของโรแดง (Rodin Sculpture Garden) ชิ้นงานจำลองขนาดเท่าของจริงที่โดดเด่นที่สุด คือ งานศิลปะที่ชื่อ “ประตูนรก” (Gate of Hell) ของโรแดง ขนาดกว้าง 4 เมตร สูง 6 เมตร ลึก 1 เมตร ประกอบด้วยปฏิมากรรมชิ้นย่อยๆจำนวน 180 ชิ้น โดยหลายชิ้นได้ถูกนำมาปั้นแยกทำซ้ำ ในขนาดที่แตกต่างกัน บางชิ้นก็กลายเป็นงานชิ้นสำคัญของโรแดงในภายหลัง เช่น รูปปั้น “นักคิด” (The Thinker) รูปปั้น “จูบ” (The Kiss) ของคู่รักที่จุมพิตกันกันอย่างดูดดื่ม หรือ รูปปั้น “สามอารมณ์” (The Three Shades) ที่ดูแล้วยังงงๆว่าอารมณ์ไหนบ้าง

“นักคิด” นั่งครุ่นคิดอยู่ในกรอบด้านบนของประตูนรก ทำให้เราสงสัยยิ่งว่าเขากำลังคิดอะไร คิดถึงความเป็นไปของบ้านเมือง คิดเรื่องอนาคตตนเอง แต่คงไม่ได้คิดอยากเลือกตั้ง รูปปั้นของ”นักคิด”นี้ ดูเหมือนเป็นที่รู้จักค้นเคยไปทั่ว ทั้งเป็นภาพประกอบ ภาพล้อเลียน ภาพโฆษณาสินค้า นักคิด นักปรัชญา นักวิชาการ ทั่วโลก ชอบจะมีรูปปั้น “นักคิด”ไว้ในที่ทำงาน แสดงท่าของการครุ่นคิดหาคำตอบ เหมือนกับว่า อยากให้ “นักคิด”มาช่วยคิด เวลาคิดเขียนงานไม่ออกอย่างไรอย่างนั้น

จริงๆแล้ว ภาพ “นักคิด” คนนี้ คือ ดันเต (Dante) กวี นักประพันธ์ชาวอิตาลีในยุคกลาง ที่โรแดงได้แรงบันดาลใจจากผลงานกวีนิพนธ์ Devine Comedy ที่กล่าวถึงการเดินทางไปยังไตรภูมิ ที่ประกอบด้วยนรก สวรรค์ และ แดนชำระ โดยในภาคแรกที่เกี่ยวกับนรก (inferno) กลายเป็นที่มาของหนังสือและภาพยนตร์ที่ศาสตราจารย์แลงดอน (ทอม แฮงค์) ต้องไปพัวพันเกี่ยวข้องเพื่อไขปริศนาตามสไตล์ของนักประพันธ์ แดน บราวน์ ที่ฮอลลีวู้ดไปสร้างหนังทีไร ต้องทำให้เราต้องเสียเงินไปดูทุกตอน นับแต่ Davinci’s Code , Angles & Demon มาจนถึง Inferno สู่นรกภูมิในเรื่องหลังสุดนี้

ดันเต นั่งครุ่นคิดถึงความทุกข์ทรมานของผู้คนต่างๆ ที่ผ่านเข้าสู่ประตูนรก เนื่องจากการทำบาปกรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคู่รักระหว่างหญิงที่แต่งงานแล้วกับน้องชายสามีที่จุมพิตกันอย่างดูดดื่ม ในรูป “The kiss” และจบด้วยโศกนาฏกรรม บาปกรรมของผู้กอบโกย ฉ้อฉล ใช้อำนาจในทางมิชอบ บาปกรรมของผู้เข่นฆ่าทำลายล้างชีวิตผู้อื่นหรือแม้กระทั่งผู้ที่ฆ่าตนเอง บาปกรรมเหล่านี้ต้องได้รับโทษในนรกภูมิต่างๆ 9 นรกภูมิแล้วแต่ระดับความผิดมากน้อย

The Thinker “นักคิด” คนดังกล่าวได้นั่งครุ่นคิดมาเป็นศตวรรษ จนเลื่องชื่อมีแบบจำลองต่างๆที่ได้รับการอนุญาตสร้างจากพิพิธภัณฑ์โรแดงในฝรั่งเศส ไปตั้งไว้ในสถานที่ต่างๆ ประมาณ 50 ชิ้น เช่น ในพิพิธภัณฑ์ Metropolitan ที่นิวยอร์ค Legion of Honor ในซานฟรานซิสโก และตามพิพิธภัณฑ์สำคัญในประเทศต่างๆทั่วโลกอีกเป็นจำนวนมาก

เดินเข้าไปในโถงกลาง ของพิพิธภัณฑ์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยังเห็น “นักคิด” ตัวใหญ่ นั่งครุ่นคิดตลอดวันและคืนไม่มีหยุดพัก

ทำให้นึกถึง วาทะสำคัญของเดสการ์ตส์ (Descartes) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส “I think therefore I am”

“ฉันคิด ดังนั้น จึงมีฉันอยู่”

Streets of San Francisco

street SFO
กลับมาเยือนซานฟรานซิสโกอีกครั้ง จำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไรแต่ก็มากโขอยู่ ทุกครั้งที่มา การเดินถนนในซานฟรานซิสโกเหมือนจะเป็นภารกิจประจำ ส่วนหนึ่งอาจเพราะอยากประหยัดค่ารถแต่อีกส่วนหนึ่งอยากเดินชมบ้านเมืองเขาในกรณีหากไม่เหนื่อยยากต้องเดินขึ้นเนินมากๆหรือไปในที่ไกลๆ การเดินหลงไปมาในซานฟรานซิสโกก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมือง

ถนนสายแรกที่เรารู้จักคือ โพเวลล์สตรีท (Powell Street) เป็นย่านการค้าใจกลางเมือง เป็นต้นทางเคเบิ้ลคาร์อายุกว่าร้อยปีที่ลือชื่อที่ใครมาซานฟรานต้องหาโอกาสขึ้นสักครั้ง ภาพคนขับรถใช้พลังหลังดันรถทั้งคันบนจานหมุนที่สุดสายเคเบิ้ลคาร์ให้กลับทิศเพื่อวิ่งกลับไปในทางตรงข้ามยังเห็นได้ทุกครั้งที่มาถึง ภาพคนเป็นร้อยยืนเข้าแถวอย่างอดทนเพื่อขึ้นรถเคเบิ้ลคาร์ทั้งๆที่หากเดินย้อนขึ้นไปอีกนิดสามารถขึ้นที่ป้ายกลางทางได้โดยไม่เสียเวลารอ

นอกจากนักท่องเที่ยวที่เนืองแน่นแล้วโพเวลล์สตรีทยังอุดมด้วยคนไร้บ้าน (Homeless)ที่อาศัยสถานีรถใต้ดิน BART เป็นที่พักพิง อาศัยแสงแดดที่อบอุ่นของเมืองและผ้าห่มหนาอีกผืนเพื่อคลายหนาว ขัดตากับบริเวณที่เดินถัดขึ้นไปที่ชื่อยูเนียนสแควร์ (Union square) ที่มีร้านหรูเช่น ทิฟฟานีแอนด์โค หลุยส์ วิตตอง บุลการี ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

โพเวลล์ สตรีท เป็นที่พึ่งยามยากของผมเสมอ เพราะร้านเบอร์เกอร์คิง และวอลล์กรีนแถวนั้น สามารถหาอาหารราคา $ เดียวได้ไม่ยาก หรืออยากจะทานกาแฟอย่างสตาร์บั้คก็มีได้คงปลายๆ $ เดียวหรือต้นๆ $$ หรือถ้าใครอยากทานหรูก็ขึ้นไปที่ roof top ของห้างเมซี่ (Macy) ร้าน Cheesecake Factory ของแท้ที่แสนอร่อยและกร่อนเงินในกระเป๋า ไปกันสองคนน่าจะอยู่ที่ระดับ $$$ *

เดินลงไปที่ปลายถนนโพเวลล์ จะเจอถนนสายที่สองที่จะแนะนำ เป็นถนนสายใหญ่ที่ตัดขนานถนนหลักหลายๆสาย น่าจะเป็นถนนหลักของเมืองนี้ ชื่อมาร์เก็ตสตรีท (Market Street) เป็นถนนที่ใหญ่ และกว้าง ยาวกว่าถนนอื่นๆของชาวบ้านเขา ใครอยากช็อปปิ้งหรูๆก็ไปที่ห้างนอร์ดสตรอม (Nordstrom) บลูมมิงเดลล์ (Bloomingdale)ได้ ส่วนผมเพียงแค่ไปอาศัยเข้าห้องน้ำและหลบความหนาวเย็น

เสน่ห์ของมาร์เก็ตสตรีทคือ ต้องนั่งรถรางไฟฟ้าที่เรียกสตรีทคาร์ (Streetcar) สาย F ที่วิ่งตลอดถนนมาร์เกตไปยังปลายทางที่ฟิซเชอร์แมนสวาร์ฟ (Fisherman’s Wharf) ตีตั๋วบนรถเพียง 2.75 เหรียญ ก็ขึ้นลงๆได้ตลอดระยะเวลา 90 นาที นั่งไปไหนต่อไหนได้ ไม่ว่าจะเป็น Port of San Francisco , Pier 39 , Fisherman’s Wharf และนั่งย้อนกลับมาที่ Powell station เพื่อต่อรถไฟใต้ดินไปยังที่อื่นๆ รถดูสะอาด ปลอดภัย บำรุงรักษาดี วิ่งไปเรื่อยๆไม่รีบเร่ง นั่งไปทำให้คิดถึงนิยายเริงรมย์ชื่อดังที่สร้างเป็นหนังและละครหลายครั้งเรื่อง A Streetcar Named Desire รถรางคันนั้นชื่อปรารถนา ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับรถรางที่ซานฟรานซิสโกเลย แต่เอาละ ก็มันสตรีทคาร์เหมือนกันนี่

คนที่นี่เขาซื่อสัตย์หรืออย่างไร เพราะแค่ชูตั๋วที่ตีก็ขึ้นรถได้หลายๆรอบ ไม่เห็นสนใจว่าจะครบหรือจะเกินเก้าสิบนาทีหรือไม่ คนจนๆอย่างพี่ไทย อาจชูตั๋วเดินทางทั้งวันจนจะโดนจับปรับบ้างไหมไม่รู้ ผมเดินทางโดยรถไฟระยะทาง 50-60 กิโล หลายรอบก็ไม่เคยเจอพนักงานตรวจตั๋ว มีแต่ป้ายขู่ว่าอย่าให้เจอไม่ซื้อตั๋วขึ้นรถนะ ปรับที 250 เหรียญ ทำให้เราต้องเป็นคนดีตีตั๋วถูกต้องทุกครั้ง

ถนนสายที่สามที่ไม่แนะนำคงไม่ได้ เขาว่าเป็นถนนที่คดเคี้ยวที่สุด (Crookedest Street)ในโลก ชื่อ ถนนลอมบาร์ด (Lombard Street) ที่สร้างบนจุดที่เป็นยอดเนินของ Russian Hill ย่านที่อยู่อาศัยของคนมีสตางค์อย่างยิ่งของซานฟรานซิสโก เพราะวิวซีกหนึ่งมองลงไปเป็นเมืองซานฟรานซิสโก วิวอีกซีกหนึ่งมองลงไปเป็นอ่าวซานฟรานซิสโกเห็นเกาะอัลคาทราซ (Alcatraz) อยู่ไม่ไกล ต้องเศรษฐีอย่างยิ่งจึงจะมาพักอาศัยในย่านนี้ได้ แต่ดูอาจไม่ค่อยเป็นสุขแล้วเพราะแต่ละวันจะมีคนกว่า 17,000 คน หรือกว่าสองล้านคนต่อปี มาเอะอะโวยวายถ่ายภาพถนนที่คดเคี้ยวหักศอกแปดรอบยาวแค่ 180 เมตรแห่งนี้ สำหรับคนที่ใจกล้ากว่านั้น ก็อาจทดสอบฝีมือขับรถด้วยความเร็วเฉลี่ยประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ต้องอดทนเข้าคิวหน่อยเพราะในช่วง peak ว่ากันว่ามีรถถึง 250 คันต่อชั่วโมง มาทดลองประสบการณ์กันที่นี่

ลอมบาร์ดสตรีทนั้นไปไม่ยากให้ขึ้นเคเบิ้ลคาร์ จากโพเวลล์ หรือ ฟิชเชอร์แมนสวาร์ฟก็ได้ พอรถถูกลากถึงจุดสูงสุดและคนกระโดดลงรถกันมากที่สุดนั่นแหละ ลอมบาร์ดสตรีท ที่เหลือก็เป็นเรื่องถ่ายรูป หากเผลอเดินลงไปเรื่อยๆจนถึงโค้งล่างสุด แล้วจะเดินกลับขึ้นมาใหม่ ก็จะประจักษ์สัจธรรมเองว่า ลงง่ายขึ้นยาก

สตรีทออฟซานฟรานซิสโก ยังไม่จบ เพราะยังมีถนนอีกมากมายหลายสายที่ยังเดินไปไม่ถึง หรือเดินแล้วยังไม่เห็นความจริงที่ซ่อนเร้น การนั่งรถอาจเร็วไปที่จะค้นพบ การลงเดินด้วยตนเองและให้เวลากับมันอย่างเพียงพอและพินิจอาจเห็นอะไรดีๆอีกเยอะ

ขอเพียงให้กล้าที่จะเดิน

*มีผู้รู้เล่าให้ฟังว่า ก่อนเข้าร้านอาหารให้สังเกตรีวิว
หากมีเครื่องหมาย $ แปลว่า ราคาไม่่เกิน 10 เหรียญ
เครื่องหมาย $$ คือ 10-30 เหรียญ ต่อคนต่อมื้อ
หาก $$$ คือ เกินกว่า 30-100 เหรียญ ต่อคนต่อมื้อ
เกินกว่านี้ไม่รู้แล้ว เพราะไม่ปัญญาจะทาน

เมื่อหุ่นยนต์ปรุงอาหาร

Spyce ร้านอาหารร้านแรกร้านเดียวในโลก ที่ใช้หุ่นยนต์ในการปรุงอาหาร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบอสตัน บนถนนวอชิงตันใกล้กับที่ทำการสภาเก่าของเมือง ช่วงเที่ยงถึงบ่ายสองเราจะเห็นคนยืนเข้าคิวกันเพื่อเข้าไปซื้อหาอาหารยาวออกมาถึงถนน แอบดูเมนูแล้วทุกรายการราคาเดียวกัน 7.50 เหรียญ ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับประสบการณ์ในการไปชิมฝีมือกุ๊กไร้วิญญาณสักครั้ง

ขณะเข้าแถว พนักงานเอาเมนูมาให้ดูไปพลาง มีเมนูให้เลือกราว 7 รายการ สะดุดตาเมนูที่ชื่อ Thai ถามไถ่ก็ได้รับคำตอบว่าเป็นเมนูยอดนิยมอันดับหนึ่งของที่นี่ด้วย รองลงมาคือ India ที่เหลือก็เป็นชื่อตามชาติต่างๆ เช่น Moroccan , Lebanese , Latin และอีกสองรายการคือ Hearth (ครอบครัว) และ Chicken and rice (ข้าวหน้าไก่มั้ง) ไม่ต้องลังเลใจด้วยความเป็นชาตินิยม เราเลือก Thai แน่นอน

คิวขยับไปจนถึงคิวของเรา ก็ได้ไปยืนหน้าจอทัชสกรีน เป็นเมนูให้เราเลือกตามเมนู หรือจะตามใจลูกค้าผสมตามใจชอบ (Customize) กดเลือกอาหารเลือกเครื่องดื่มแบบไม่ยาก พอลงตัวเครื่องก็บอกให้เราเสียบบัตรเครดิต รวมอาหารเครื่องดื่ม 10 เหรียญพอดี เครื่องพิมพ์ใบเสร็จออกมาจากนั้นไปยืนลุ้นว่า กุ๊กเครื่องไหนจะทำรายการของเรา

หุ่นยนต์ที่ปรุงอาหารอยู่ตรงหน้า จำนวน 7 ตัว เป็นกระทะเหมือนบาตรพระที่หมุนไป ผัดไป ด้วยความร้อนที่มาจากด้านข้าง ส่วนผสมและเครื่องปรุงต่างๆถูกเครื่องหยอดมาจากด้านบนตามรายการที่เราสั่งไม่ผิดเพี้ยน แถมเวลาที่จะปรุงยังมีมอนิเตอร์ให้เราดูว่า เครื่องไหนเป็นของเราตามชื่อที่เราคีย์เข้าไป

Hi, Somchai มอนิเตอร์ของหุ่นยนต์ตัวที่สองทักเราแล้ว เครื่องปรุงต่างๆถูกหยอดลงไปในกระทะ
Now cooking Thai bowl for Somchai มีบอกอีกว่ากำลังผัดให้ ใช้เวลาผัดและเติมโน่นเติมนี่โดยการคำนวณของสมองกลราว 3 นาที
Somchai We’re completing cooking กระทะก็พลิกลงมาใส่ชามกระดาษ แขนกลก็ทำหน้าที่ส่งต่อมายังด้านหน้าให้พนักงานใส่เครื่องปรุงที่เป็นผักสด พร้อมปิดฝาติดสติ๊กเกอร์ที่มีชื่อเราบนหน้ากล่อง พร้องบอกว่าเป็นลูกค้าคนที่เท่าไรของวันนี้ และในเวลาใด

อาหารที่ได้เป็นอาหารสุขภาพ ประกอบด้วยผัก ไก่ มากกว่าข้าว ปรุงรสแบบที่เรายังนึกไม่ออกว่า Thai ตรงไหน เขาบอกเป็นเครื่องแกงมัสมั่นไทย ซึ่งก็ยังนึกไม่ออกว่ามัสมั่นตรงไหน เอาเป็นว่าพอทานได้ในราคาไม่แพง

ร้าน Spyce ร้านนี้ เกิดจากสี่นักศึกษาของสถาบัน MIT ที่อยู่ไม่ไกลจากบอสตัน ที่เรียนสาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์แล้วอยากประดิษฐ์หุ่นยนต์มาปรุงอาหาร จึงเขียนจดหมายไปยังกุ๊กมิชลินมีชื่อว่าสนใจร่วมธุรกิจกันหรือไม่ สมการความอร่อยเลยเกิดขึ้นดังนี้

4 MIT Grads + A Robotic Kitchen + Chef Daniel Boulud = Spyce แปลความว่า
ผู้จบการศึกษา MIT 4 คน + ครัวหุ่นยนต์ + ตาเชฟมิชลินคนนึง = ร้าน Spyce

ทานไป คำนวณไป ร้านเปิด 10.30 น. ตอนเราทาน 12.44 น. เป็นลูกค้ารายที่ 542 ของวัน เท่ากับเปิดสองชั่วโมงได้ห้าร้อยคน หนึ่งคนจ่ายสิบเหรียญ สองชั่วโมงได้ห้าพันเหรียญ แม่เจ้า 162,500 บาท ต่อสองชั่วโมง ร้านเปิดถึงสี่ทุ่ม วันนึงน่าจะขายได้อย่างน้อยห้าแสนบาท เดือนหนึ่ง 15 ล้านบาท จบ MIT ไปเปิดร้านอาหาร ดีกว่าไปเป็นลูกจ้างเขามากมาย

ทานไปก็คิดไป ใช้จอทัชสกรีน รับคำสั่งอาหาร ใช้หุ่นยนต์แทนพ่อครัว แทนที่จะต้องมีเด็กจดรายการสี่ห้าคน ก็ไม่ต้องใช้ ประหยัดพ่อครัวไปอีก 7 คน หนึ่งชามทำสามนาทีเสร็จ ไม่เหนื่อย ไม่เมื่อย ไม่บ่น ไม่ต้องมีสวัสดิการสังคม สูตรส่วนผสมก็เป๊ะคงที่ ฝีมือสม่ำเสมอ มิน่าเล่าจึงสามารถขายได้ในราคาถูกกว่าอาหารทั่วไป หากแนวคิดนี้ขยายตัวไปเรื่อยๆ คงทำให้คนตกงานอีกมิใช่น้อย

ทานไปไม่หมดชาม พอได้ความรู้มาเล่าให้ฟัง
ไม่อร่อยถูกปากนัก แต่ก็คุ้มค่าที่จะไปทานสักมื้อครับspyce

Meet The ENIAC

เจอ ENIAC คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก

เรียนแต่ในตำราว่า คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อ อินิแอ็ก ENIAC ขนาดเท่าห้อง ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาสัมผัสของจริงที่นี่ Computer History Museum เมืองเมาเทนวิว ในซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

น่าจะเป็นจุดไฮไลท์สำคัญจุดหนึ่งสำหรับคนที่มาดูงานย่านซิลิคอนวัลเลย์ เพราะที่นี่รวบรวมประวัติและตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกยุคทุกสมัยไว้อย่างครบถ้วน เรียกได้ว่าใช้เวลาครึ่งวันสามารถเรียนรู้พัฒนาการของการคิดคำนวณตั้งแต่ลูกคิด (Abacus) ของจีน เครื่องคำนวณแบบโบราณของ Charles Babbage มาจนถึงคอมพิวเตอร์รุ่นที่หนึ่งที่ใช้หลอดสุญญากาศ ยุคสองที่ใช้ทรานซิสเตอร์ ยุคสามที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์ ยุคสี่ที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ และจนถึงยุคที่ห้าที่เป็น AI Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์สมองกลอัจฉริยะในปัจจุบัน

จากใจกลางเมืองเมาเทนวิว มีรถเมล์ฟรีของชุมชน (Community shuttle) นั่งไปประมาณ 8 ป้ายก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ทางขวามือ ค่าเข้าชม 17 เหรียญ หรือประมาณ 550 บาทไทย แต่ถ้าใครอยากได้เสื้อยืดเป็นที่ระลึกอีกตัว พร้อมของที่ระลึกเป็นบัตรป้อนข้อมูลแบบโบราณ พร้อมส่วนลดซื้อสินค้า 25% ในร้านขายของที่ระลึก ก็กัดฟันจ่ายไป 30 เหรียญ

ต้องบอกว่าพิพิธภัณฑ์นี้ จัดเรื่องราวต่างๆทำได้น่าชมยิ่ง อะไรที่เขาให้สัมผัสได้ ให้ทดลองใช้ ก็สามารถลงมือทำด้วยตนเองได้ ได้เห็นถึงอัจฉริยะในการออกแบบการคิดคำนวณของคนในอดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมาว่าคิดได้อย่างไร ผมลองเอากระดูกของนาเปียร์ (Napier’s bone) สิ่งประดิษฐ์รูปคล้ายไม้บรรทัดมาทดลองคูณเลข ได้ผลรวดเร็วถูกต้องแบบไม่น่าเชื่อโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องคิดเลข ส่วนของชิ้นใดที่จับต้องแล้วอาจจะเสียหายเขาก็ขอว่าอย่าได้แตะสัมผัส

เดินผ่านยุคการใช้เครื่องจักรกลเพื่อการคำนวณที่ส่วนใหญ่จะเป็นการประดิษฐ์กลไกแบบเฟืองทด ก็มาสู่ยุคแรกของการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณที่รวดเร็วถูกต้องแม่นยำโดยใช้หลอดแก้วสุญญากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่กองทัพสหรัฐให้เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียวิจัยแบบลับๆเพื่อคำนวณวิถีการยิงขีปนาวุธ ที่ชื่อ ENIAC (Electronic Numerical Integrator And Computer) ก็ปรากฏต่อสายตา ชิ้นส่วนที่นำมาแสดงเป็นของจริงที่ในโลกนี้ถูกแบ่งออกไปแสดงเพียงแค่ 9 ที่ เช่นที่ ม.เพนซิลวาเนีย ที่ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ กรุงลอนดอน และที่อื่นๆ เป็นต้น และที่นี่ คือ 1 ใน 9 ที่ดังกล่าว

ENIAC ตัวเต็ม ประกอบด้วยหลอดสุญญากาศ 17,486 หลอด หนัก 27 ตัน สูง 2.4 เมตร กว้าง 0.9 เมตร ยาว 30 เมตร เวลาเอามาเรียงในรูปตัวยู ต้องใช้พื้นที่ในห้อง 167 ตารางเมตร หรือคอนโดขนาดใหญ่สองห้องต่อกัน เริ่มทำงานลับๆทางการทหารอย่างได้ผลในปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ.2488) ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง สามารถคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับวิถีจรวดขีปนาวุธได้อย่างรวดเร็ว ว่ากันว่า ใช้เวลาเพียง 30 วินาที ก็เท่ากับการคำนวณที่ใช้คนคิดถึง 20 ชั่วโมง อ่านดูยังไม่รู้เกี่ยวหรือไม่กับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา นางาซากิหรือไม่ แต่ ENIAC น่าจะเสร็จตอนสงครามใกล้จบ หากสงครามไม่จบเราอาจเห็นฝีมือของ ENIAC ในการทำสงครามอีกหลายเรื่อง

ในปี ค.ศ.1995 ห้าสิบปีหลังจากมีเครื่อง ENIAC ปรากฏบนโลก เจมส์ เทา และ ลิน ปิง อัง (James Tau & Lin Pin Ang) สองนักศึกษาปริญญาตรีแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียต้นกำเนิดแห่ง ENIAC ประดิษฐ์ไมโครโปรเซสเซอร์ตัวขนาดปลายนิ้วก้อยวางโชว์บนฝ่ามือ สมรรถนะเทียบเท่า ENIAC ทั้งห้อง !!!

“อะไรๆที่เคยใหญ่ในอดีต ผ่านไปก็ไม่เท่าไรหรอกครับ” สองนักศึกษาปริญญาตรีนั้นคงคิดในใจ

จตุรัสแห่งฮาร์วาร์ด

เวลาเราพูดถึงสถานที่ที่เป็นสแควร์ น่าจะหมายถึงพื้นที่กว้างที่สามารถทำกิจกรรมหรือเป็นศูนย์รวมอะไรบางอย่างได้ สแควร์ที่โดดเด่นและเป็นรู้จักในไทย น่าจะเป็นสยามสแควร์ ย่านร้านค้าที่ทันสมัยที่ประกอบด้วยร้านค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ เป็นที่พบปะชุมนุมของคนที่มีรสนิยมเดียวกัน หรือ สามย่านที่ผันตัวเองมาเป็นจามจุรีสแควร์ ที่ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านหนังสือสำหรับคนที่อยากหาหนังสือดีๆ อาหารอร่อยรับประทาน

จากตัวเมืองบอสตัน ขึ้นไปทางเหนือ ไปยังเมืองเคมบริดจ์ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 2 แห่ง คือ ฮาร์วาร์ด และ MIT โดยสองแห่งนี้ห่างกันแค่ป้ายรถไฟใต้ดินป้ายเดียว รถใต้ดินสายสีแดงที่มุ่งขึ้นเหนือออกนอกเมือง ป้าย Kendall คือป้ายมหาวิทยาลัย MIT ส่วนป้ายถัดไป Harvard คือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันลือลั่นนั่นเอง

ค่าโดยสาร 2.75 เหรียญ พาเราไปถึง Harvard Square ในเวลาเพียงไม่กี่นาที สถานีดูเก่า พอโผล่ขึ้นไป ก็เห็นความพลุกพล่านของย่านการค้าที่เป็นแหล่งทานอาหาร พักผ่อน ซื้อสินค้าของชาวฮาร์วาร์ด ร้านอาหารมีให้เลือกมากมายตามอัธยาศัยและกำลังทรัพย์ น่าจะครบเกือบทุกชาติทั้ง อาหารจีน อินเดีย เกาหลี อิตาลี เลบานอน เม็กซิกัน ไทย หรือ แซนวิซแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา ก็มีมากมายหลายร้านให้เลือก

ร้าน co-op หรือร้านสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยนั้นใหญ่โต หลายตึกหลายชั้น เชื่อมต่อถึงกันแบบว่าเข้าจากถนนหนึ่งเดินไปเดินมาไปโผล่อีกถนนหนึ่งให้งงเล่นได้ มีของที่ระลึกและหนังสือมากมายให้ไปเสาะหา ในส่วนที่เป็นร้านหนังสือดูใหญ่โตโอ่อ่า โถงเพดานสูงห้อยธงสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยดูแล้วไม่ผิดอะไรจากฉากห้องประชุมโรงเรียนฮอกวอตส์ในหนังแฮรีพอตเตอร์ที่เหล่าพ่อมดแม่มดน้อยมาชุมนุมกันอย่างไรอย่างนั้น ในแต่ชั้นพอมีเก้าอี้แบบโบราณให้นั่งหยิบหนังสือมาอ่านตามแต่จะชอบ นานเท่าไรไม่มีใครว่า

หนังสือที่มีน่าจะนับแสนเล่ม แยกหมวดหมู่ต่างๆให้คนที่สนใจแตกต่างกันไปค้นหาได้ ได้หยิบ ได้พลิก ได้จับ ได้กวาดสายตาอ่านทำให้รู้ว่าเล่มไหนที่ตรงกับความต้องการของเรา พอได้หนังสือสักเล่มสองเล่มที่กำลังจะซื้อ พลันนึกถึง Amazon เลยลองเช็คราคาผ่านโทรศัพท์มือถือ อ้าวที่นี่ไม่ลด แต่อเมซอนลดราคา 30-35% ดังนั้น หนังสือที่ตั้งใจซื้อจึงกลับไปวางไว้ที่หิ้งตามเดิม นึกในใจว่า ความยิ่งใหญ่ของที่นี่ ไม่นานน่าจะเป็นอดีตด้วยเทคโนโลยีและวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับร้านหนังสือดังๆอย่าง Borders หรือ Noble and Barnes และห้างสรรพสินค้ามากมายที่ค่อยๆล้มหายตายจากไปเนื่องจากสิ่งใหม่ที่มาทดแทนสิ่งเก่า หรือนี่คือที่เรียกว่า disruptive business

เดินวนไปมาในย่าน Harvard Square ก็พบกับสิ่งเราตั้งใจค้นหา เป็นสแควร์ที่อยู่ระหว่างถนนสองสาย คือถนนเบนเน็ท (Bennett) กับถนนอีเลียด (Eliot) มีแท่นคล้ายอนุสาวรีย์ขนาดเล็กพร้อมป้ายข้อความจารึกตั้งอยู่ ฐานของป้ายมีช่อดอกไม้ของผู้คนที่มาแสดงความอาลัยต่อการจากไปของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เรารีบสาวเท้าข้ามถนนไปยังสแควร์ดังกล่าว เห็นป้ายที่เขียนเด่นชัดว่า King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square หรือ จตุรัสกษัตริย์ภูมิพลอดุยเดชแห่งประเทศไทย

“จตุรัสนี้สร้างเป็นอนุสรณ์วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทย ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์นในเคมบริดจ์ แมสซาชูเซตต์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1927 ซึ่งในขณะนั้นพระราชบิดา เจ้าชายมหิดล ได้เป็นนักศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแพทย์แห่งฮาร์วาร์ด

“จตุรัสนี้มาจากการอุทิศถวายในวันที่ 8 เมษายน 1990 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ พระราชธิดาองค์เล็กสุดของกษัตริย์และราชินีแห่งประเทศไทย และจะกลายเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างประชาชนแห่งเคมบริดจ์และประชาชนแห่งประเทศไทย

ป้ายนี้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 พฤศจิกายน 1992 โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ในฐานะตัวแทนส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชและประชาชนแห่งประเทศไทย”

นี่คือข้อความที่จารึกบนแผ่นป้ายเป็นภาษาอังกฤษแล้วถอดความเป็นไทย

แตกต่างจากฮาร์วาร์ดสแควร์ที่พลุกพล่าน ส่วนที่เป็นคิงภูมิพลสแควร์กลับไร้ร้านค้า ไร้ร้านอาหาร ไร้ความพลุกพล่านของผู้คน มีแต่ตึกๆหนึ่งยืนโดดเด่นอยู่ในฉากหลังชื่อ Harvard Kennedy School of Government หรือสถาบันที่สอนด้านการเมืองการปกครองที่ลือชื่อของฮาร์วาร์ด ที่ศิษย์เก่าจำนวนมากได้กลายเป็นผู้นำของประเทศต่างๆทั่วโลก

แม้ไร้ความพลุกพล่านของผู้คน

แต่ คิงภูมิพลสแควร์ คืออนุสรณ์สติที่สำคัญแก่ผู้เรียนด้านการเมืองปกครองในการเป็นแบบอย่างของคำว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม”

นิราศเมืองนคร

เดือนสิบวันสิบสามปีหกหนึ่ง
เส้นทางไกลใจคิดจิตคำนึง
เวลาถึงจึงจากพรากพารา

มีขวัญใจไปเป็นเพื่อนเยือนถิ่นใต้
ลัดเลาะไปในเส้นเป็นอิจฉา
จากกรุงเทพที่หมายสุดไกลตา
นคราศรีธรรมราชองอาจนาม

แค่ออกไปไม่นานพาลรถติด
ขยับนิดนานนักชักเข็ดขาม
ทำไมใครใครเขาเฝ้าต่อตาม
หลายชั่วยามยังอยู่ใกล้ชายเมืองกัน

จากตั้งใจไปค้างกึ่งกลางเส้น
คงเปลี่ยนเป็นเย็นไหนไปค้างนั่น
สิ่งคาดไว้ใช่ถึงจึงปรับพลัน
สิ่งคาดฝันนั้นไม่ถึงจึงปรับแปลง

อยากไปพักบางสะพานวานปรับใหม่
เอาใกล้ใกล้บ้านกรูดก็เหมาะแหล่ง
คิดไปมาท่าประจวบจึงไม่แพง
หรือจะแบ่งใจไปปราณนานพอดี

รถยังติดคิดทั่วหัวหินเถอะ
ค่ำคงเจอะจัดไปให้ได้ที่
นกขมิ้นเหลืองอ่อนนอนไหนดี
ใครอารีที่พำนักจักขอบคุณ

พ้นมหาชัยไวหน่อยค่อยวิ่งคล่อง
ผ่านแม่กลองสองข้างทางได้ลุ้น
ถึงไหนหนอรอเฝ้าเจ้าประคุณ
ที่นอนอุ่นแอบพักหน่อยค่อยมีแรง

ถึงเขาวังดังหนึ่งใจจะขาด
กำหนดพลาดคลาดไปหลายปีแสง
ผ่านหัวหินแทบสิ้นใจให้เร่งแซง
อยากถึงแหล่งหลบพักพำนักนอน

พอมืดพลบจบวันพลันมาถึง
ประจวบฯหนึ่งซึ่งหมายได้คลายหมอน
ขับลดเลี้ยวเที่ยวไปจนใจอ่อน
ยังเร่ร่อนรอนหาว่าพักเต็ม

ต้องตัดใจไปต่อขออีกหน่อย
ที่พักน้อยคลองวาฬงานเข้าเข้ม
สามพันห้าน่าอยู่ดูไม่เค็ม
กัดปากเม้มไม่เป็นไรเธอจ่ายเอง

ที่พักดีมีระดับขับเสนาะ
คลื่นฉอเลาะเพราะพริ้งยิ่งเหมาะเผง
สายลมอ่อนอ้อนหวานปานบทเพลง
สามพันห้าเอง..น้องจ่ายให้ได้ยินดี

(จบวันที่หนึ่งของการเดินทาง)

พอรุ่งฟ้าวันใหม่ได้ไปต่อ
ผ่านหว้ากอขอเห็นเป็นบุญที่
อาทิตย์คราสคาดหวังบังเกิดมี
ด้วยพระปรีชาญานเห็นการณ์ไกล

เป็นบิดาวิทยาศาสตร์ชาติยกย่อง
เป็นครูของผองศึกษาดาราใส
เป็นผู้เปิดประเทศเขตแดนไกล
พระจอมเกล้าฯยิ่งใหญ่ในใจชน

ทับสะแกแค่ผ่านไม่นานนัก
ไม่แวะพักบางสะพานกลัวงานล้น
เข้าชุมพรร้อนเหลือรีบเร่งตน
มีเป้าหนหาดทรายรีที่พักทาน

ค้น Wong Nai ได้ร้านสำราญนัก
ได้แวะพักผ่อนใจใส่อาหาร
ทั้งแกงส้มผักเหลียงเคียงสราญ
กุ้งอบจานจัดมาท่าเข้าที

ที่หาดรีมีศาลของสมเด็จ
ชุมพรเขตอุดมศักดิ์สถิตย์ที่
เสียงประทัดจัดทั่วรัวนาที
สิ่งใดดีขอได้ดั่งใจปอง

อธิษฐานขอให้ชาติไทยพ้น
อย่าได้คนคิดร้ายแก่ไทยผอง
คนดีได้เลือกตั้งยังครรลอง
โลกยกย่องมองไทยไปได้ดี

เมืองไชยาน่าไปด้วยใจมาด
องค์พระธาตุรวมใจในถิ่นที่
ตั้งใจมาสักการะ ณ ที่นี้
จึงเร็วรี่ลัดหมายแม้ปลายวัน

พระสามองค์ตรงหน้าท้าแดดฝน
เปรียบคล้ายคนคงแน่ไม่แปรผัน
จะผ่านปีกี่เคลื่อนเดือนตะวัน
ยังคงมั่นรักษาศรัทธาธรรม

องค์พระธาตุทองอร่ามช่างงามงด
เป็นปรากฏจรดแจ้งดั่งแสงล้ำ
กราบไว้ขอคำพรพระหนุนนำ
ทุกสิ่งทำได้สำเร็จเสร็จสมปอง

วิหารคดจรดรอบบอกขอบเขต
ทุกสิ่งเหตุล้วนมีที่เจ้าของ
พระล้อมรายคล้ายสติให้ตริตรอง
อย่าลำพองเกินขอบเขตเหตุหลงตน

ตะวันลดรอนแสงอ่อนแรงล้า
กราบองค์ธาตุไชยาลาอีกหน
ใกล้ฟ้าค่ำจำจากแม้ยากยล
เส้นทางชนหนทางไกลให้อำลา

ผ่านสุราษฎร์มาดว่าจะมาใหม่
คงมีได้ดั่งคิดเป็นปริศนา
ว่ามืดแล้วควรหยุดยุทธนา
หรือมุ่งหน้านครศรีฯไม่มีคอย

สองชั่วโมงถัดไปกับใจสู้
มืดมิดอยู่รู้ตัวไม่กลัวถอย
มีศรัทธาฟ้าเห็นเป็นร่องรอย
แสงไฟน้อยนำทางสว่างกลาย

ถึงทางไกลใจมุ่งปลายรุ้งฝัน
คงมีวันหวังเห็นเป็นดั่งหมาย
แม้ทางยากตรากเหนื่อยแสนเมื่อยกาย
ไม่ท้าทายไม่มีวันฝันเป็นจริง

สี่ทุ่มถึงที่หมายสุดปลายฟ้า
กับรอยยิ้มเต็มหน้ามีค่ายิ่ง
วลัยลักษณ์นัคราตรงหน้าจริง
คือสุดสิ่งแสนงามยามเธอเคียง

นิราศครบจบเรื่องหาเคืองขุ่น
เรื่องวัยรุ่นเร่จับขับรถเสี่ยง
ซิ่งเอ็มจีจากกรุงมุ่งเพื่อเพียง
มีคู่เคียงขับรถหมดใจเอย

13-14 ตุลาคม 2561

นิราศเบอร์ลิน แฟรงเฟิร์ต

26 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2558

นิราศไกลไปเบอร์ลินถิ่นเลือกตั้ง
ก็ใครหลอกบอกว่าน่าใช้จัง
เลยบินนั่งลัดฟ้ามาหาเธอ
สุวรรณภูมิจุดเริ่มเติมความฝัน
จุดหมายมั่นเยอรมันนั้นอย่าเผลอ
เอทิฮัทจัดให้ได้มาเจอ
ใช่ละเมอเพ้อหาแต่ว่าจริง

777 เด็ดจังนั่งบายมาก
ครู่บินจากจัดเสิร์ฟเปิบหร่อยยิ่ง
เป็นอาหรับอาหารสำราญจริง
เมนูสิ่งแสนแปลกเพิ่งแรกทาน
หกชั่วโมงก็ถึงซึ่งครึ่งหมาย
ได้เยี่ยมกรายทายทักพักสนาน
อาบูดาบีถิ่นนี้มีตำนาน
แวะเปลี่ยนยานเครื่องใหม่ไปเบอร์ลิน

มีน้ำใจให้ wifi ได้ใช้ส่ง
ไม่งั้นคงลงแดงหมดแรงสิ้น
อยากส่งข่าวเล่าไปให้ได้ยิน
แม้หนึ่งชิ้นก็ยังดีที่มีคราว
ใกล้ตีห้าทะยานฟ้านภาใหม่
เพลียต่อไปยังไม่ถึงแค่ครึ่งหาว
แอร์เบอร์ลินผินสู่หมู่ดวงดาว
คล้ายตาสาวเจ้ามองจ้องอาลัย

เจ็ดวันนี้ลี้ไกลไปจากหน้า
มีใครมาหาเกี่ยวพาเที่ยวไหม
ใครจะอ้อนป้อนปรนดลฤทัย
ยามร่ำไห้ใครรับซับน้ำตา
ยามปวดหัวตัวร้อนนอนไม่หลับ
จะขานขับกับเมฆเสกเวหา
พาเพลงกลอนวอนน้องลอยล่องมา
ยามนิทราว่าแนบชิดติดกมล

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

รวมสิบห้าเพลาก็มาถึง
สงบซึ่งเมืองเศร้าเก่าแก่หน
มีกำแพงกั้นกลางหว่างผู้คน
ผู้ทุกข์ทนด้นหาว่าเสรี
กำแพงใหญ่เพียงไรใช่สามารถ
จะแบ่งขาดชาติได้อย่างไรนี่
ตราบที่ใจยังใฝ่สิทธิ์เสรี
ปฐพีขีดแบ่งได้แต่ใจเดียว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่เช็คพอยท์ชาร์ลีมีจุดเด่น
เหตุเคยเป็นจุดผ่านด่านชาญเชี่ยว
ตะวันตกตะวันออกแค่ศอกเดียว
จะท่องเที่ยวหรือเกี่ยวหามาตรวจพลัน
มาวันนี้ชาร์ลีมีงานหลาย
ให้เต๊ะถ่ายชุดโก้โอ้โฮนั่น
ขยับกล้องสองยูโรเร่งรัดกัน
ชาร์ลีฟันวันหนึ่งถึงหลายเงิน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ไปอีสต์เกทดูเศษเหลือเพื่อจินต์ภาพ
กำแพงบาปบังกั้นกันผิวเผิน
อนุสรณ์เหลือไว้ในคนเดิน
พินิจเพลินผ่านอดีตที่กรีดใจ
พอสามทุ่มกลุ้มหลายไลน์เงียบเหงา
เหลือแต่เราไลน์เดียวห่อเหี่ยวได้
ก็นาทีตีสองของเมืองไทย
จะหาลิงที่ไหนได้มาคุย

คงเหลือแต่แค่ยามจะถามกล่าว
ไม่มีสาวคราวรุ่นหุ่นปุ้มปุ้ย
น้องแก้มขาวน้องแก้มใสน้องแก้มยุ้ย
ตื่นมาคุยเถิดหนาน่ายินดี

………….จบวันที่หนึ่ง…………..

เช้าวันใหม่ไปรัฐสภาเขา
สภาเราเขาปิดตายเลยย้ายที่
ต้องมาแลรัฐสภาเยอรมนี
เผื่อว่ามีทางเข้าได้เข้าใจ
เขาโปร่งใสเปิดให้ใครใครเยี่ยม
ปิติเปี่ยมเยี่ยมชมสมใจได้
มีคนรู้เล่าความตามเข้าใจ
สภาไทยไหงทำไม…ไม่มีใครดู

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มีโดมครอบเหนือสภาโอ่อ่ายิ่ง
ประจักษ์จริงสิ่งหมายได้เรียนรู้
ประชุมสภาในสายตาคนเฝ้าดู
ทำงานอยู่อย่างไรได้เฝ้ามอง
พลเมืองเหนือใครใดใดล้วน
พินิจควรค่าจริงทุกสิ่งต้อง
ประชุมไปใต้หนคนครรลอง
อยากค้อนมองลองใช้ในไทยที

พอตกบ่ายกรายหาล้ำค่ายิ่ง
รูปปั้นหญิงมิ่งโฉมประโลมศรี
คือเนเฟอร์ติติราชินี
ประทับที่เบอร์ลินถิ่นนี้นาน
สองพันปีมีงามให้ตามคิด
ส่องใกล้ชิดพิศเพ่งเล็งด้วยหาญ
ก็เคลิบเคลิ้มเติมฝันในวันวาน
เห็นสะคราญแม้ราญดับไม่คับใจ

วันที่สามตามกำหนดใจจดจ่อ
โปรแกรมรอขอนัดเขาจัดให้
พรรคคริสเตียนดีโมแครตยูเนียนไง
เป็นพรรคใหญ่ให้น่าชมใยสมดี
มีระบบจัดการงานไรหรือ
จึงเลื่องชื่อชนะเลือกตั้งทุกที่
นโยบายขายฝันนั้นไม่มี
ประชาชีชวนเชื่อคงเบื่อทวง

ตกบ่ายได้ไปเยือนเพื่อนสามารถ
คือคอนราด อะเดเนาว์ เขาแถมพ่วง
มูลนิธิผลิบานงานทั้งปวง
มุ่งลุล่วงเสริมค่า ประชาธิปไตย
ก็สงสัยทำไมเมืองไทยนี้
เกือบร้อยปีมีเลือกตั้งกี่ครั้งใช่
ฝรั่งงงคงเห็นเช่นพี่ไทย
ว่าทำไมรถถังมาเวลาเพลิน

เก็บกระเป๋าข้าวของกองเข้าที่
ด้วยพรุ่งนี้มีหมายให้หกเหิน
ตื่นตีห้าบ้าแล้วแก้วตาเมิน
ใครสายเกินเพลินหลับจับรถตาม
ไปแฟรงก์เฟิร์ตเลิศเมืองเรื่องคับคั่ง
รถไฟนั่งนับนิ้วละลิ่วหาม
อาหารเช้าชี้ช่องใส่กล่องตาม
ไม่มากความถามไถ่ตามใจเธอ

……จบวันที่สองและสาม……

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ลาแล้วเธอเบอร์ลินถิ่นเคยพัก
เพียงรู้จักจำให้ใจพลั้งเผลอ
เสน่ห์งามคามฝันพลันละเมอ
ให้มาเจอแล้วจากพรากน้ำตา
อีกกี่ปีมีมาหาเธอได้
ประทับไว้ในทรวงว่าห่วงหา
ว่าครั้งหนึ่งเคยถึงซึ่งแก้วตา
ลาแล้วลาเบอร์ลินถิ่นอาลัย

รถไฟไอซ์ได้เวลามาตรงเป๊ะ
เกือบจะเละมันเปลี่ยนชานชาลาได้
อาศัยที่มีสายตาชราวัย
กระโดดไวให้ถูกตู้เพราะรู้ทัน
ได้ที่นั่งชั้นหนึ่งจึงดูยืด
ดูไม่จืดจ่ายไปให้งั้นงั้น
จะชั้นหนึ่งชั้นสองก็คล้ายกัน
จะแบ่งชั้นแบ่งชนคนทำไม

พอใกล้เที่ยงก็มาถึงซึ่งแฟรงก์เฟิร์ต
ไม่เลยเถิดเพราะป้ายหยุดสุดท้ายได้
คณะเร่งรีบรุดเดินสุดไป
เฮ้ยนี่ไงหัวลำโพงแสนงงจริง
ดูละม้ายคล้ายไทยกระไรท่า
ลอกเรามาน่าใช่ทำไมนี่
คงดูงานพานพบสบของดี
ช่างไม่มีคิดเองไม่เกรงใจ

บ่ายแก่แก่ กกต.เขารออยู่
ดูให้รู้เรื่องเลือกตั้งยังสงสัย
ปาร์ตี้ลิสต์สัดส่วนล้วนข้องใจ
ดียังไงพี่ไทยจะใช้ตาม
จึงขับออกนอกเมืองเรื่องฉิวฉิว
รถละลิ่วปลิวถึงซึ่งที่ถาม
วิสบาเด้นชื่อเมืองกระเดื่องนาม
เป็นเขตคามคือที่จรลีไป

กกต.เยอรมันนั้นแปลกสิ
เอาผอ.สถิติมาเป็นใหญ่
แล้วตั้งโดย รมต. มหาดไทย
ไม่กลัวไงการเมืองแทรกจะแหลกคน
เขาบอกว่าหน้าที่นั้นมีอยู่
ทุกคนรู้แบ่งได้ไม่สับสน
ไม่เคยช่วยเรื่องลับสัปดน
คุณภาพคนต่างกันฉันเข้าใจ

ปาร์ตี้ลิสต์คิดมาเพราะว่าเหตุ
กลัวประเทศเหตุการณ์จะบานได้
หากการเมืองพรรคเดียวจะเสียวใจ
กลัวพรรคใหญ่ยิ่งล้นนำคนเดียว
จึงออกแบบแยบยลกลเม็ด
รัฐบาลผสมเสร็จสำเร็จเขี้ยว
ผสานกันฝันให้ใจกลมเกลียว
ไม่ชาญเชี่ยวจะช้ำชอกฝากบอกมา

ไส้กรอกเขาเราทานพอทานได้
ขาหมูใหญ่ให้ลองต้องจัดหา
มีเบียร์สดแสนรื่นชื่นอุรา
ในพาราเย็นสบายผ่อนคลายทรวง
คือเมืองเขาใช่เมืองเราเข้าใจเถอะ
หากคิดเปรอะเลอะไปไม่ลุล่วง
อาหารไทยไทยทานสำราญปวง
อย่ามัวห่วงหวงขาหมูจะรู้จน

……จบวันที่สี่……..

ตีห้า ฟ้าใหม่
สว่างไว ให้ตื่น
อากาศ  แช่มชื่น
เริงรื่น  สบายตน
ดูงาน  ใกล้ครบ
ฟังจบ รู้ล้น
ความรู้ คู่คน
มากพ้น รำพัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มีแสงทองทาบฟ้าเวลาเช้า
ส่องคนเหงาเจ้าอยู่ไหนใครเฝ้าฝัน
คนละซีกเวลายังหากัน
หนึ่งพระจันทร์ตะวันเดียวยังเกี่ยวกอง
เห็นขอบฟ้าไม่เห็นหน้าก็ว่าเศร้า
โอ้ตัวเรานิราศปราศตัวน้อง
ได้แต่เหม่อเพ้อหาน้ำตานอง
จะเที่ยวท่องล่องไหนใจถึงนาง

แม่น้ำไมน์(Main)เป็นใจดูไหลเรื่อย
ดูเอื่อยเฉื่อยเลื้อยไปไร้สิ่งขวาง
ช้า มั่นคง จงรัก ภักดิ์มิจาง
ใช่อ้างว้างแต่อบอุ่นเหมือนคุ้นเคย
KD cruise ค่อยค่อยไปไม่เร็วนัก
เหมือนรอรักรอใครไม่เฉลย
ริมฝั่งสองมองเห็นเป็นเปรียบเปรย
คงเอื้อนเอ่ยอิ่มรับประทับใจ

ตกบ่ายไปเทศบาลเขาชาญเชี่ยว
อีกที่เดียวดูงานพาลเฉไฉ
เพราะสองข้างทางเดินเพลิดเพลินไป
สิ่งล่อใจล่อตามามากมี
ฟังบรรยายหลายที่เลยมีหลับ
ที่คอพับกลับลูกตาว่าใช่ที่
หูยังฟังดังหมายเข้าใจดี
ทุกวจีมีคนจำทำรายงาน

เสร็จดูงานบานเบอะเยอะแยะที่
พอได้มีเวลาก่อนอาหาร
ไม่ได้ซื้อมีหรือจะได้ทาน
ลิสต์รายการงานเข้าสุดจะทน
Rimowa ก็น่าซื้อถือกลับบ้าน
ไส้กรอกทานชิ้นใหญ่ให้น่าสน
กรรไกรมีดตุ๊กตาคู่ดูคงทน
เป็นคนจนต้องทนได้ไม่จ่ายตัง

4711 ก็ซึ้งจิต
หากแนบชิดนีเวียใช่ได้ฝากฝัง
ครีมทามือถือไม่ยากถ้าฝากตัง
แต่ถ้ายังนั่งรอไปคงได้มา
รถมินิ ตริไว้ใกล้จะซื้อ
ออดี้หรือก็ถูกไปไม่เข้าท่า
จะถอยเบ๊นซ์เข็นกลับรับขวัญตา
กลัวบีเอ็มน้อยใจว่าลืมข้าลง

ช็อคโกแลตไม่ดีมีฟันผุ
ไวน์เบียร์สุ-ราไม่ควรใหลหลง
เข้าพรรษาหน้านี้ต้องมีปลง
จะฝากส่งก็กลัวบาปคำสาปมี
เอาสบู่ถูหลังช่างน่าใช้
มีแชมพูขวดใหญ่ให้ถึงที่
ครีมนวดผมโลชั่นนั้นของดี
โรงแรมมีฝากให้น้ำใจงาม

เดี๋ยวเช็คว่าถ้าเที่ยวบินเลี้ยวกลับ
ของใดจับแจกได้จะใฝ่ถาม
เป็นของฝากมากล้นให้คนงาม
โปรดอย่าถามเท่าไรใจถึงจริง
น้ำหนักเกินเพลินซื้ออย่ายื้อนัก
ต้องรู้จักหักห้ามปรามใจยิ่ง
สามสิบโลโถ่ถังน่าชังจริง
คงต้องทิ้งสิ่งหลายถึงคลายใจ

…….จบวันที่ห้า………

มีหรือไม่มีแต่บวกไม่มีลบ
มีแต่พบไม่มีพรากจากไฉน
พบแต่สุขทุกข์ไม่มี  ชีวีใคร?
งานเลี้ยงใดไร้เลิกลาท่าไม่มี
วันสุดท้ายในรายการก็พานถึง
กำหนดซึ่งพึงครบจบถ้วนถี่
ความสุขเปี่ยมเยี่ยมเธอเยอรมนี
ถึงวันนี้วันสุดท้ายให้อาวรณ์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วูร์ซเบอร์กเมืองเก่าเราส่งท้าย
เธอเอียงอายชายหน้าท่าออดอ้อน
เยี่ยมปราการนานเก่าเขาอาทร
ภาพสะท้อนซ่อนเห็นเป็นบทเรียน
กว่าจะรวมชาติได้ยิ่งใหญ่เท่า
เลือดเนื้อเขาเท่าไรจึงได้เขียน
ประวัติศาสตร์สอนสั่งยังวนเวียน
แบบพากเพียรเรียนรู้ดูจดจำ

ท้ายสุดท้ายกลายเงินเพลินใช้เสร็จ
ไปเอ๊าท์เล็ทเสร็จตามเจ้างามขำ
รายการฝากมากล้นคนจดจำ
จ่ายแล้วช้ำชอกเกินเพลินหนี้ไป
จัดกระเป๋าเข้าไปให้เข้าที่
คงได้มีคลอดเพิ่มเติมอีกได้
มาสามสิบกลับหกสิบกระเป๋าใคร
ทุกคนได้กระเป๋าเพิ่มเติมเต็มกัน

….จบวันที่หก……

ลาแล้วเธอเยอรมันฉันลาจาก
คงจะยากย่องมาตามหาฝัน
รู้จักเธอเจอทีไม่กี่วัน
จำใจกลั้นกลืนกลับลาลับไกล
สามสิบเอ็ดระเห็ดร่วมระเหิน
หกวันเพลินเดินท่องแคล่วคล่องได้
เป็นผู้นำจำตามความไกด์ไป
ใหญ่แค่ไหนให้หลงจงเชื่อฟัง

พี่ประกอบมอบใจให้นำกลุ่ม
ไม่ร้อนรุ่มคุมพี่น้อยคอยข้างหลัง
เจนถือเงินเพลินหลายคล้ายเสียงดัง
กล้วยไข่นั่งเซลฟี่ดีทุกคน
ดร.อิ่มยิ้มย่องเพราะน้องสุด
ปุ๊กกี้หยุดอดช่วยเพราะป่วยหน
ส่วนสาวกุ้งมุ่งช็อปปลอบใจตน
เปิ้ลอีกคนโพสท่าน่ารักจัง

จิรายุห่วงทรัพย์ไม่จับจ่าย
ส่วนยอดชายเจมส์คึกตอนดึกมั่ง
เสี่ยอดุลย์ช้ำเศร้ากระเป๋าพัง
ชาคริตนั่งจับมือถือผูกดวง
มีเสี่ยช้างเคียงข้างกลางสาวฝัน
พี่หมอฟันไม่ได้ฟันกลัวฟันร่วง
พี่มหินทร์รินเบียร์เลยเพลียทรวง
ห่วงสุดห่วงพี่ลือหายกลายลับตา

เสี่ยวิชัยให้แป้งเย็นเป็นของฝาก
พี่หลอดลากแค้ดดี้มีตามหา
ผอ.แหวงบุญมีมีนำพา
อนุชาให้ปรึกษาท่าจะดี
ส่วนพี่อรรถจัดมาหาแม่เสือ
ให้หาเผื่อเสี่ยประดิษฐ์คิดถ้วนที่
สปช.ไพฑูรย์เกื้อกูลมี
ไพบูลย์ลี้หนีเมียมาเที่ยวไกล

ผอ.ณัฐจัดหนักห่วงเบียร์หมด
น้องโอ๊ตซดหดหายกลายไฉน
อาธิศักดิ์ดักคอรอก่อนใคร
ไม่เหลือให้ชนาธิปหยิบกันเอง
อ.ณรงค์คงคุ้มรุมช็อปปิ้ง
ส่วนตัวจริงท่านพิพัฒน์จัดให้เก่ง
กกต.นั่นก็ขอกันเอง
ถ่ายภาพเจ๋งจัดเพลงกลอนออดอ้อนไป

ชมได้ครบจบกลอนสุนทรกล่าว
เล่าเรื่องราวคราวนิราศไม่พลาดได้
จากเยอรมันผันคืนผืนถิ่นไทย
คงเหลือไว้ให้หวนทวนติดตาม
อยากให้ไทยได้รักสมัครสมาน
ลืมวันวานผ่านไปไร้คำถาม
สร้างไทยใหม่ใสสดสุดงดงาม
สร้างนิยามความเป็นหนึ่งซึ่งชื่อไทย

……จบวันที่เจ็ด……..

นิราศซิดนีย์

   เสื้อผ้าพับนับได้พอใส่ครบ
เคลียร์งานจบคำรบนบน้อมไหว้
สามสี่วันผันพรากจากน้องไกล
หนึ่งอาลัยหลายอาวรณ์สะท้อนทรวง
ภารกิจเบื้องหน้าตั้งท่าอยู่
ให้ไปดูรู้เขื่องเรื่องใหญ่หลวง
เรื่อง i vote โคตรยากลำบากปวง
ใช่ you vote อย่าห่วงหรือป่วงเกิน
เลือกแปลกถิ่นอินเตอร์เน็ทมาแนะใช้
อยู่แดนไกลให้ได้สิทธิ์คิดสรรเสริญ
เคยใช้งบจบร้อยล้านบานจนเกิน
คงย่อเยิ่นยกหายกลายนิดเดียว
ประธานสั่งใหัไปก็ไปครับ
คสช.คงไม่จับกลับมาเสียว
เพิ่งสัมภาษณ์มาดแย้งอยู่นะเชียว
กลัวเผ็ดเปรี้ยวไปนิดคิดอภัย
เก้าชั่วโมงบินไทยไปซิดนีย์
เช้าถึงที่คิงส์ฟอร์ดสมิธดังคิดไว้
ท่านกงสุลรุดรับประทับใจ
ทีมคนไทยยิ้มรับประทับทรวง
อากาศเย็นเป็นใจให้ใฝ่คิด
ถึงมวลมิตรชิดเชยเคยแหนหวง
เจ้าอยู่หลังยังไหนใจถึงปวง
ว่าแหนห่วงล่วงหาเวลาคืน
มีเวลาน้อยนิดคิดชมเล่น
ก่อนถึงเย็นเป็นหมายกล้ำกลายฝืน
โบตานิคการ์เด้นเช่นวันคืน
ยังยั่งยืนชื่นใจได้มาเยือน
ก้อนหินไรใหญ่ดีมีคนนั่ง
มองออกฝั่งนั่งมองจ้องเสมือน
รอใครหนอรอท่าว่าลางเลือน
แมคควอรี่มีเตือนเป็นตำนาน
มองไปไกลให้เห็นเด่นสง่า
คือซิดนีย์โอเปร่าน่าสนาน
ที่ร้องเล่นเป็นจุดเด่นเห็นชั่วกาล
เป็นสถานนั่นใช่เมืองไปกัน
กี่ละครย้อนเล่นเป็นกี่เรื่อง
กี่ต่อเนื่องเรื่องย้อนละครสรรค์
ละครเขาก็ละเล่นเป็นวันวัน
พอจบกันก็จบไปใช่อาวรณ์
ละครไทย
ยังแยะใหญ่ยิ่งยุ่งยากยอกย้อน
ใส่หน้ากากหลากสีมีทุกตอน
คนดูวอนว่าเบื่อเชื่อบ้างยัง
พบถึงเที่ยงไทยทาวน์คราวนัดพบ
คนไทยครบนบนำคำฝากฝัง
อยู่ต่างถิ่นดินเกิดพักน่ารักจัง
ยังห่วงหลังห่วงหายสบายดี
ห่วงประชาธิปไตยเมื่อไหร่หวน
ห่วงนายกชี้ชวนเชื่อไหมนี่
ห่วงรัฐธรรมนูญใหม่ร่างไม่ดี
ห่วงน้องพี่เหนื่อยยากลำบากกัน
ห่วงสุดห่วงหวงหาว่าในหลวง
ศูนย์ใจปวงปกยิ่งเป็นมิ่งขวัญ
ขอเกษมเปรมสุขทุกคืนวัน
รวมใจฝันฝากถึงซึ่งถิ่นไทย
พอตกบ่ายได้ประชุมเริ่มคุ้มตั๋ว
เรียนรู้ทั่ววิธีมีได้ใช้
ลงคะแนนเลือกตั้งจากแดนไกล
ก้าวต่อไปไทยคิดประดิษฐ์ตาม
คนพิการหรืออยู่ไกลได้ใช้สิทธิ์
บอดสนิทติดธุระจะไข้หาม
เปิดหน้าจอแจ้งจดกำหนดนาม
โหวตได้ตามตั้งใจในทันที
ลงทุนแรกหนักหน่อยนานค่อยคุ้ม
อย่าเพิ่งกลุ้มทุ่มไปไม่ป่นปี้
เพื่อประชาใช้สิท-ธิเสรี
เลือกตั้งมีต้นทุนกว่าคุ้นเคย
เรื่องใหญ่กว่าเงินมีที่ใช้สอย
คือต้องคอยคิดหาว่าเฉลย
ให้คนเชื่อชมชิดสนิทเคย
เชื่อได้เลยลงอย่างไรได้ตามลง
นักการเมืองของไทยคงไม่ฟิน
เพราะเรื่องอินเตอร์เน็ตคงเข็ดหลง
เคยซื้อเสียงเรียงง่ายได้ซื้อตรง
คงงวยงงซื้อออนไลน์ได้งัยดี
ถึงวันเสาร์เราไปดูรู้ถึงถิ่น
เข้าใจสิ้นสิ่งสรรค์กันถึงที่
ไปทาวน์ฮอลล์ก่อนว่าน่าเข้าที
เพราะเขามีคูหาให้น่ายล
ใบปลิวหลายแจกจ่ายได้หน้าหน่วย
เห็นคนสวยช่วยกันขยันผล
คนเลือกหยิบริบรับสลับคน
ดูปะปนคนหลายวุ่นวายจัง
แสดงตัวรับบัตรใบเบ้อเร่อ
ไม่เคยเจอบัตรอะไรให้หน้าตั้ง
กว่ากาเสร็จสะเด็ดหายกลายมือพัง
คูหาตั้งเรียงหน้าให้กาฟรี
พอบ่ายคล้อยค่อยหาเวลาว่าง
เรียบริมทางท่องหาดมาดสุขขี
บอนไดขาวราวกระดาษสอาดดี
สลับสีบิกินนี่มีให้เมียง
คนอาบแดดแดดส่องคนคนให้ส่อง
ไทยจับจ้องส่องไปไร้สุ้มเสียง
หากอยู่ใกล้คงผินยินสำเนียง
นั่นเป็นเสียงถอนหายใจไหลกำเดา
แวะสวนสัตว์ดูอะไรให้แปลกหน่อย
โคอาล่าน้อยคอยหาว่าแปลกเขา
วัลลาบี้จิงโจ้แคระแวะดูเอา
วอมแบตเศร้าเขานอนอดอ้อนดู
ทาสมาเนียเดวิลก็สิ้นหาย
เพราะคงบ่ายท้ายวันมันแสนรู้
เลยเวลาราชการพาลซ่อนรู
อยากจะดูมาใหม่ในเวลา
งานตอนเย็นเป็นงานเลี้ยงเลี่ยงได้ยาก
ได้เพลินปากหากไม่ไปกระไรหนา
กกต.นิวเซาท์เวลล์เขาเชิญมา
แลกวาจางานจบครบพาที
จากหลากหลายร่วมการงานสังเกตุ
หลายประเทศทุกมุมมุ่งมาที่
นิวเซาท์เวลล์เป็นใจให้หมายมี
เครือข่ายดีมีเพื่อนล้นคนร่วมมือ
งานเลี้ยงเลิกใช่เลิกงานหรือพานกลับ
ไปดูนับคะแนนหน่อยค่อยเชื่อถือ
สามสี่ทุ่มรุมล้อมยังซ้อมมือ
กองบัตรอื้อรุมนับใช่กลับนอน
วันสุดท้าย
ก่อนจากไกลลาลับกลับสมร
ร่วมคนไทยพร้อมใจถวายพระพร
แม้จากจรจำไกลใจภักดี
จากหลากแหล่งแห่งทางต่างชีวิต
มารวมจิตร่วมใจให้ทรงศรี
เจริญชนมายุนับหมื่นปี
ทรงชีวีมีสุขทุกวันคืน
ขออำลาซิดนีย์จ๋าขอลาก่อน
ฮาร์เบอร์บริจด์อย่างอนจะย้อนฝืน
โอเปร่าเฮ้าส์เจ้าในใจให้กล้ำกลืน
เดอะร็อคตื่นขึ้นมายังอาลัย
เซอร์คูล่าคีย์เป็นที่ตั้ง
ไทยทาวน์ยังแนบชิดพิสมัย
เดวิดโจนส์พ้นจากแม้พรากไกล
อยู่ในใจไห้หาว่าอาวรณ์
ดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์เจอเดินเล่น
บอนไดเป็นหาดสวยรวยสมร
ที่นั่งรอแมคควอรี่จำใจจร
ให้สะท้อนห่อนหาเวลาคืน
คงถึงคราเวลาจบครบนิราศ
ไม่อยากจากก็ต้องจากจำใจฝืน
รอประชาธิปไตยของไทยคืน
คงได้ชื่นเชยเจ้า..โปรดเข้าใจ
สมชัย  ศรีสุทธิยากร
26-30 มีนาคม 2558
ขอขอบคุณ  ท่านกงสุลใหญ่ ธีรเทพ พรหมวงศานนท์
ประจำนครซิดนีย์  ท่านรองกงสุลและเจ้าหน้าที่กงสุล
ทุกท่านที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเยือนคราวนี้