Shogun

shogun

หนังมินิซีรีย์ เรื่องแรกที่ผมดูมั้ง

โชกุน บทประพันธ์ของ เจมส์ คลาเวลส์
เรื่องของ ต้นหนเรือฮอลันดา ที่เรือแตกและมาขึ้นฝั่งที่หมู่บ้านประมงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น และมีส่วนสำคัญในการช่วยสอนการใช้อาวุธสมัยใหม่ ให้แก่ขุนนางญี่ปุ่นในตระกูลโตกูกาวา จนสามารถมีกำลังทหารแข็งแรง ต่อสู้ช่วงชิงอำนาจ จนขุนนางคนดังกล่าวสามารถขึ้นสู่ตำแหน่งโชกุน ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดได้

ริชาร์ด แชมเบอร์แลน รับบท แบล็กธอร์น ต้นหนเรือแตกสุดหล่อ ที่ต้องมาใช้ชีวิต แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวัฒนธรรมตะวันออกแบบญี่ปุ่น โตชิโร มิฟูเน่ รับบทโตระนากะ ขุนนางญี่ปุ่นที่แบล็กธอร์นมาช่วยฝึกการใช้อาวุธสมัยใหม่จนมีอำนาจขึ้นสู่ตำแหน่งโชกุน ส่วนนางเอกที่เป็นคนรับใช้ในตระกูลขุนนาง จำชื่อไม่ได้ แต่สวยมาก (จำได้แค่ฉากอาบน้ำแบบญี่ปุ่น)

พล็อตเรื่อง ฉากและประโยคคำพูดที่จำได้ดี คือ โตระนากะ รับปาก แบล็กธอร์นว่า หากช่วยสอนการใช้อาวุธปืน ก็จะช่วยต่อเรือ ให้แบล็กธอร์น เดินทางกลับบ้านเกิดตัวเองได้

แต่ทุกครั้งที่เรือต่อใกล้เสร็จ ก็ต้องมีเรื่องเรือถูกเผาเพราะเหตุจราจลที่ไม่คาดคิด ทำให้แบล็กธอร์น ต้องอยู่ช่วยโตระนากะต่อไปเรื่อยๆ จนขึ้นสู่อำนาจโชกุน โดยแบล็กธอร์นไม่เคยล่วงรู้ว่า คนที่บงการให้เผาเรือ คือ โตระนากะ เอง

“สร้างไปเถอะ ต่อเรือใหม่กี่ครั้งก็ได้ ต่อเสร็จข้าก็จะเผา ตราบใดที่เจ้ายังเป็นประโยชน์ต่อข้า อย่าหวังว่าจะต่อเรือเสร็จ”

ทั้งหมดเป็นมินิซีรีย์ ปี 1980 ดูมาแล้ว 30 กว่าปี

มิมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับ การร่างรัฐธรรมนูญของบางประเทศ

The Four

four

ดูหนังจีนกำลังภายใน ที่เหมือนดู X Men+ Fantastic Four+ Sherlock Holmes

4 มหากาฬพยายม (The Four) หนังสามภาคจบ แต่เพิ่งออกเป็นแผ่นมาได้แค่สองภาค
เรื่องของนักสืบอิสระที่มีพลังวรยุทธ์ 4 คน
เลือดเย็น (Cold blood) ไร้ใจ (Heartless) หมัดเหล็ก(Iron fist)และ นักล่า(Hunter)
ภายใต้สังกัดของหน่วยงานลึกลับที่มาช่วยราชการคลี่คลายคดีของราชสำนัก

พระเอก(เลือดเย็น) เวลาโมโห จะกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า เพียงแต่ไม่มีดาบยื่นออกมาเหมือน วูฟเวอรีน (Wolverine)
นางเอก (ไร้ใจ)อ่านจิตใจคนได้ บังคับเคลื่อนย้ายวัตถุได้ เหมือนแม็กนีโต (Magneto)
ตัวที่สาม (หมัดเหล็ก) นอกจากมีหมัดทรงพลัง เหมือน มนุษย์หิน (Thing) ยังเป็นนักประดิษฐ์อุปกรณ์แปลกๆสารพัด ราวกับ คิว (Q) ในเจมส์ บอนด์
ส่วนตัวที่สี่ (นักล่า) ที่มีนิสัยร่ำสุรา แต่ก็มีชั้นเชิงวรยุทธ์เพลงเท้า และวิชาตัวเบาที่สูงยิ่ง

หัวหน้าตัวร้าย ที่มีพลังน้ำแข็ง เหมือนไอซ์แมน (Iceman) และยังเปลี่ยนเป็นไฟได้ เหมือนมนุษย์คบไฟ (Torch)
ตัวร้ายหญิงที่แปลงกายเป็นตัวอะไรก็ได้เหมือน มิสติค (Mystique)
แถมยังมีกองทัพซอมบี้ ยังกะเรื่อง The walking dead

เรื่องราวสืบสวนในราชสำนักก็ซับซ้อนซ่อนเงื่อนราวกับ Sherlock Holmes

แม้เรื่องจะมั่วๆ ดึงอารมณ์ให้ฉุกคิดถึงหนังสารพัดเรื่อง แต่ก็ผูกเรื่องโยงได้ดี มีฉากบู๊ ฉากอารมณ์ ที่น่าสนใจ คนดูบู๊จะชอบภาค 1 และเบื่อภาค 2 ว่าอืดอาด แต่คนดู art จะชอบภาค 2 เพราะเดินเรื่องเร้าอารมณ์คนดูให้คล้อยตามไปกับตัวละคร ตอนนี้เลยยังเถียงกันว่า ภาคไหนจะดีกว่ากัน

ภาค 3 The Final Battle สงครามครั้งสุดท้าย เห็นว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย พร้อมฉากบู๊ล้างผลาญมหึมา
ฉายใน ฮ่องกง ทำเงินถล่มทลายไปแล้วตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

คนไทยคงรอว่าเมื่อไหร่จะทำแผ่นออกมาขาย
ได้ยินแว่วๆมาว่า เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน

ฌ้อปาอ๋อง

ฌ้อ

เชิญมางานเลี้ยง แล้ววางแผนสังหาร

น่าจะเป็นฉากที่อลังและเป็นไฮไลท์ที่สุดของหนังเรื่องนี้
The White Vengeance หรือชื่อไทย ฌ้อปาอ๋อง ศึกแผ่นดินไม่สิ้นแค้น
หนังจีนอิงประวัติศาสตร์ว่าด้วยการช่วงชิงอำนาจของ หลิวปัง (พระเจ้าฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ฮั่น) กับ
เซี่ยงหวี้ (ฌ้อปาอ๋อง) จากเพื่อนรักมาเป็นศัตรูคู่อาฆาต รบกันยาวนานถึง 4 ปี
ความสนุกของหนัง ไม่ใช่ฉากรบหรือฉากสงคราม
แต่กลับเป็นการเดินเรื่องที่ชวนให้ติดตาม
และให้เห็นถึงบุคลิกตัวละครแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกทั้งสอง ตัวนาง ขุนพลคู่ใจแต่ละฝ่าย และที่โดดเด่นสุดๆคือ บทของ กุนซือทั้งสองฝ่าย ที่เชือดเฉือนกันอย่างสุดมัน
แค่ฉากเล่นหมากล้อม 5 กระดาน ที่กุนซือฝ่ายฌ้อปาอ๋อง ชนะไป 4 กระดานรวด
แต่ยังไม่สามารถอ่านหมากกระดานที่ 5 ได้ ก็สนุกสุดๆละ
มาเฉลยตอนเกือบท้ายสุด โดยกุนซือฝ่ายหลิวปังที่ทำท่าจะชนะว่า เดินหมากโหดเหี้ยมเพียงไร
และมาเฉลยตอนใกล้จบอีกทีว่า เป็นหมากที่เดินแล้วแพ้ทั้งคู่ (อะไรจะซับซ้อนปานนั้น)
นักประวัติศาสตร์วิจารณ์ ฌ้อปาอ๋อง ที่พ่ายศึกว่า ใจอ่อนเกินไปที่ไม่ยอมสังหารหลิวปังในงานเลี้ยง
เลยนำไปสู่ความพ่ายแพ้ยับเยินในอนาคต

คล้ายคุ้นๆกับที่มีการเชิญใครมาประชุม หรือเปล่านะ (คิดไปเองน่ะ)

Fifty Shades

grey

ห้าสิบเฉดของสีเทา (Fifty shades of Grey)
คนขายบอกออกเป็นบลูเรย์และดีวีดีแล้ว
เห็นคนพูดถึงมากมายเลยยอมเสียเงินสองร้อยกว่าซื้อดีวีดีมาดู

นายเทา (Christian Grey) เป็นคนที่รวยมากๆแต่มีด้านมืดของชีวิตที่สลับซับซ้อน
นส.เหล็ก (Anatasia Steele) เป็นบัณฑิตสาขาวรรณคดีอังกฤษจบใหม่
ที่มาใช้ชีวิตร่วมกันในเงื่อนไขแปลกประหลาดมากมายกว่าที่คนในสังคมจะรับรู้

กฎกติกาถูกสร้างขึ้นเพื่อจรรโลงความสัมพันธ์ในรูปแบบที่นายเทาต้องการ
ในขณะที่อีกฝ่ายคล้ายยอมทำตาม แต่ไม่ใช่จากกฎกติกา แต่มาจากปรารถนาของหัวใจ

ไฮไลท์ของหนังมาอยู่ในช่วงท้ายๆ ที่มีการต่อปากต่อคำกัน
และนายเทาบอกว่า เธอคงไม่เข้าใจตัวเขาหรอก เพราะ ชีวิตด้านมืดเขามีถึง 50 เฉด

หากไม่เสียเวลากับฉากโป๊ๆเปลือยๆแบบค้างๆ กันมากไป
หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นหนังรักที่ดีเรื่องนึง
เสียแต่ตอนจบ นึกว่ายังไม่จบ แต่ก็จบกันดื้อๆ
มารู้ที่หลังว่า ยังมีต่ออีกสองภาค
ชื่อภาคสองคือ ห้าสิบเฉดที่มืดขึ้น (Fifty shades darker)

เฮ้อ แปลว่า มันมีสีเทาตั้ง 100 เฉดละ กลุ้มแท้

วิจารณ์โดย Two hundred shades of Somchai
ปล. ผมชอบใช้เนคไท

The Theory of Everything

theory

เมื่อผู้หญิงสวยที่มีอนาคตคนหนึ่ง ตัดสินใจแต่งงานผู้ชายที่ป่วย ดูแลตัวเองไม่ได้และหมอบอกจะมีชีวิตอยู่ได้อีก 2 ปี ด้วยสาเหตุว่า เธอรักเขา

เมื่อผู้ชายคนหนึ่ง อยากให้หญิงสาวที่เขารัก มีอนาคตกับชายปกติแทนที่จะต้องมาลำบากดูแลเขาที่แม้แต่จะช่วยตัวเองก็ยังไม่ได้ ด้วยสาเหตุเดียวกัน คือ เขารักเธอ

ความรักที่เกิดในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ใช่รักเพื่อตัวเอง แต่เป็นความรักที่อยากให้อีกฝ่ายได้ในสิ่งที่ดีกว่า

ทฤษฎีของทุกๆสิ่ง (The Theory of Everything) หนังรางวัล ออสการ์ สาขาผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม ปี 2014
ที่แสดงเป็นนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบิล สตีเฟน ฮอว์คิง (Stephen Hawking) ผู้ค้นพบทฤษฎีกำเนิดแห่งจักรวาล เจ้าของหนังสือ ประวัติย่อแห่งกาลเวลา (The brief history of time) ที่ลือเลื่อง

หนังความยาว 123 นาที ที่เดินเรื่องเอื่อยเฉื่อย อึดอัด ในช่วงแรกและกลางของเรื่อง พอถึงจุดที่ปมต่างๆผูกรัดเข้าหากัน ทำให้คนดูเริ่มลุ้นและสนุกกับการคาดการณ์จะจะจบหรือลงเอยอย่างไร

ตอบได้ว่า เรื่องนี้ รักแท้แพ้ใกล้ชิด นี่คือ Theory of Everything ครับ

สนมเอกสะท้านแผ่นดิน

lady

Lady of the dynasty (2015)

มัจฉาอ้าปากชมจมวารี
ปักษีมีงั่นงกตกนภา
จันทร์ส่องหล้าพาหลบพบสุดา
มวลผกามิกล้าคล้ายละอายนาง
คำกลอนโดย สมชัย ศรีสุทธิยากร

หยางกุ้ยเฟย หนึ่งในสี่โฉมสคราญของจีน ถูกสร้างเป็นหนังใหญ่ Lady of the dynasty เมื่อสองปีที่แล้ว เพิ่งมาสนใจซื้อแผ่นบลูเรย์ เมื่อร้านเอามาขายลดราคา พลิกปกดูถึงรู้ว่า เป็นผลงานกำกับร่วมของ จางอวี้โหมว ผู้กำกับหนังในดวงใจอย่าง Hero และ House of flying draggers เลยงงว่าตัวเองหลุดหนังเรื่องนี้ไปได้อย่างไร สงสัยเพราะปกแผ่นที่พยายามออกแบบให้ดึงดูดความสนใจจนผมไม่สนใจ (งงเด้) เอาละได้มาแล้วก็ต้องตั้งใจดูอย่างละเมียดจนจบ

เนื้อเรื่องเกี่ยวกับประวัติ หยางกุ้ยเฟย สนมเอกของฮ่องเต้ถังเสวียนจง ที่ปูเรื่องตั้งแต่มาเป็นชายาขององค์ชายเหมา ราชบุตรองค์ที่ 18 ของฮ่องเต้ จนถึงจุดท้ายของเรื่องที่เป็นโศกนาฏกรรมภายใต้เครื่องหมายคำถามว่า เรื่องนี้ใครเป็นคนผิดกันแน่ ตัวหยางกุ้ยเฟย ฮ่องเต้ เหล่าราชบุตรที่กระหายตำแหน่ง มหาอำมาตย์ตระกูลหยางที่ฉ้อฉล หรือเหล่าขุนศึกที่ฉกฉวยโอกาส หนังจบให้ได้คิด

ความสวยกลายเป็นภัย เมื่อสวยมากขนาดมวลผกายังละอาย ฮ่องเต้ผู้ครอบครองทุกสิ่งบนแผ่นดิน ย่อมปรารถนาสาวงามมาเคียงข้าง มิใยว่าจะเป็นชายาของลูก ความลุ่มหลงในความงาม ทำให้ฮ่องเต้ว่างเว้นจากราชกิจเอาแต่ฟังเสียงพิณชมร่ายรำของนางอันเป็นที่รัก ปล่อยให้มหาอำมาตย์ฉ้อฉลปล้นชิงทรัพย์สมบัติแผ่นดิน ก่อความเดือนร้อนแก่อาณาประชาราษฎร์

สายโลหิตล้วนเป็นภัย บรรดาบุตรของฮ่องเต้จำนวนนับสิบ ครึ่งหนึ่งเสียชีวิตจากการประหัตประหารกันเอง อีกครึ่งเติบโตมาด้วยเลือดท่วมตัว รัชทายาทถูกวางแผนซับซ้อนจนโดนคำสั่งประหารโดยฮ่องเต้เอง แม้เป็นสายโลหิตก็สั่งประหารได้โดยไม่ลังเล เช่นเดียวกับแม้เป็นบุตร เมื่อถึงโอกาสก็สามารถสั่งให้ผู้เป็นบิดาสละราชย์สมบัติเพื่อตนเองขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินได้โดยอ้างอาญาสวรรค์

คนใกล้ชิดล้วนเป็นภัย การแย่งชิงของเหล่าสนม การสอพลอของเหล่าขันที การฉ้อฉลของเหล่าอำมาตย์ ล้วนเป็นเหตุให้ตกต่ำ จนนำไปสู่การกบฏของขุนศึกที่เคยมอบความไว้วางใจให้คุมกำลังพลถึงเกือบ 1 ใน 3 ของกำลังทหารทั้งแผ่นดิน จะมีสิ่งใดเจ็บปวดเท่าภัยร้ายต่างๆล้วนมาจากคนใกล้ชิดที่เคยไว้วางใจทั้งสิ้น

หนังสวยและตระการในสไตล์ของจางอวี้โหมว นักแสดงนำสาวฟ่านปิงปิง (Fan bingbing) สวยจนนึกว่าเป็นหยางกุ้ยเฟ่ยตัวจริง แต่ละฉากใส่ชุดอึดอัดจนคนชมหายใจลำบากแทน ฉากรบฉากสงครามไม่แพ้หนังจีนเรื่องใดๆ ข้อติเตียนมีเพียงการเสริมแต่งจินตนาการเรื่องให้ตัวเอกยังเป็น “พระเอก” ในขณะที่มุมมองในประวัติศาสตร์จะเป็น “พระร้าย” แต่ก็ไม่แน่นัก เพราะประวัติศาสตร์อาจมองในมุมของผู้ชนะ ผู้ถูกโค่นอำนาจทั้งหลายจึงเป็นตัวร้ายในประวัติศาสตร์มาโดยตลอด

ดอกไม้สวยอย่างหยางกุ้ยเฟย จึงถูกขนานนามว่า โฉมสคราญล่มเมือง

Bahubali (1)

Bahu

“การเป็นกษัตริย์ มิใช่ประเมินจากศัตรูที่เขาฆ่าได้
แต่ต้องประเมินจากประชาชนที่เขาช่วยรักษาชีวิต
นั่นคือความแตกต่างระหว่างทหารกับกษัตริย์”

คำกล่าวของราชินี สีวากามี ในการตัดสินว่าจะให้ลูกชายคนใดระหว่าง บัลลาลาเทวะ กับ บาฮูบาลี ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากนาง หลังจากที่ให้ลูกทั้งสองคนแสดงความสามารถในการนำทัพต้านการบุกรุกของศัตรูที่เป็นหัวหน้าเผ่ากาลาเกยา ที่ยกพลหนึ่งแสนคนมาบุก มหิธมาตี ที่นางปกครองอยู่และมีไพร่พลน้อยกว่าถึง 4 เท่า

บุตรทั้งสองของนาง เติบโตมาด้วยกัน ความสามารถใกล้เคียงทัดเทียมกัน คนหนึ่งไม่ลังเลที่จะลงดาบตัดหัววัวเพื่อเซ่นไหว้นางกาลีเทพเจ้าสงคราม แต่อีกคนหนึ่งกลับใช้เลือดของตนเซ่นไหว้แทนจะประหารวัว คนหนึ่งยอมทุ่มเทเสียสละทหารและชีวิตประชาชนเพื่อให้ได้ชัยชนะในสงคราม แต่อีกคนหนึ่งเลือกที่จะรักษาชีวิตประชาชน

2 ชั่วโมง 39 นาที กับภาพยนตร์อินเดียฟอร์มยักษ์ที่ทุ่มทุนสร้างถึง 1,300 ล้านบาท Bahubali the beginning หรือ บาฮูบาลี ภาคปฐมบท ที่สร้างและทำเงินทั่วโลกอย่างถล่มทลาย ในปี 2015 ที่มาฉายในไทยในเทศกาลและรอบที่จำกัด แต่ไม่ยากที่จะหาทางติดตามดูได้ ต้องยอมรับว่าเป็นหนังที่สร้างได้ปราณีตและเข้มข้นในเนื้อหาเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง visual effects ที่ไม่แพ้ฮอลลีวู้ด ฉากป่ายปีนน้ำตกสูงชันยังกะ ทอมครูซ ปีนเขาในตอนเปิดตัวของ mission impossible ฉากหนีการไล่ล่าของหิมะถล่ม ที่ทำได้ดีกว่าหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่อง ฉากรบที่ตระการที่ชวนให้นึกถึงหนัง 300 แต่น่าจะยิ่งใหญ่กว่าสัก 10 เท่า ไม่นับถึงพล็อตเรื่อง ดูจบภาคหนึ่งแล้วถวิลหาภาคสองในทันใด

Prabhas รับบทเป็น บาฮูบาลี และ ตัวลูกชายที่รอดจากการถูกสังหารและไปเติบโตในหมู่บ้านเล็กๆตอนล่างน้ำตก ก่อนที่จะค้นพบตนเองและกลับทวงความชอบธรรมของตน (ในภาคสอง) ส่วนนางเอก Tamannaah เล่นเรื่องนี้ บู๊ก็สุดยอด หวานก็หวานเจี๊ยบ แต่งมอมก็ได้ แต่งเป็นนางงามก็แทบให้คนดูละเมอ น่าดูจริงๆ ยิ่งฉากสู้กับพระเอก สู้ไปโดนเกาะแกะไป น่าดูยิ่ง

ตัวละครที่น่าสนใจ ทั้งบทบาทและบทเรื่องคือ ขุนศึกกัตตัปปะ ที่แสดงโดย Sathyaraj ขุนศึกผู้ซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างมั่นคง กล้าที่จะแลกชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและกษัตริย์อย่างไม่ลังเลในหลายครั้ง กลับกลายเป็นปริศนาสำคัญในฉากจบของภาคแรกที่ให้คนต้องติดตามในภาคสอง Bahubali the conclusion ที่มีกำหนดการฉายในเดือนเมษายน 2017 (ใจร้ายมาก ที่จบแบบนี้)

ดูจบภาคแรกของ Bahubali the begining ด้วยอารมณ์ค้างยิ่งกว่า จบ ep.7 season 7 ของ Game of Thrones กับปัญหาที่ว่า หาแล้วหาอีก ก็ยังไม่สามารถหาภาคสองมาดูได้

Lost in Space

lost in space

Lost in Space (Netflix series 2018)

ใครจะนึกถึงว่าครอบครัวโรบินสัน ดร.สมิธ และเจ้าหุ่นประป๋อง ที่เคยหลงไปในอวกาศทางทีวีขาวดำ เมื่อปี พ.ศ. 2508-2511 จะกลับมาหลงไปในอวกาศกันใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมาทาง Netflix (ออกอากาศเป็นตอนแรก 13 เมษายน 2561)

Lost in Space ในอดีตเป็นหนังอวกาศที่เล่าเรื่องการผจญภัยของครอบครัวนักวิทยาศาสตร์ ที่เดินทางหลงไปในอวกาศกับยานจูปิเตอร์ 2 เจอกับสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยมีตัวร้ายคือ ดร.แซคเคอรีน สมิธ มาทำป่วนในสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น และมีเจ้าหุ่นกระป๋อง B-9 ที่เป็นเพื่อนสนิทกับ วิล โรบินสัน มาช่วยแก้สถานการณ์ กับประโยคที่คุ้นหูในทุกตอน “อันตราย อันตราย วิล โรบินสัน อันตราย”

Lost in Space ฉบับสร้างใหม่ ปี 2561 ออกมาทีเดียว 1 season 10 ตอนให้เต็มอิ่ม ทาง Netflix ยึดเอาเค้าโครงเดิม ที่ครอบครัวโรบินสัน หัวหน้าครอบครัว จอห์น ภรรยา มัวรีน ลูกสาว 2 คน จูดี้ กับเพนนี ลูกชายคนเล็ก วิล โรบินสัน ที่ท่องอวกาศไปกับยานจูปีเตอร์ 2 แต่ประสบอุบัติเหตุตกลงไปในดาวที่ไม่รู้จัก ส่วนหุ่นกระป๋องน่ารักในอดีต คราวนี้กลายเป็นหุ่นพิฆาตของมนุษย์ต่างดาวพลังเหลือเฟือที่ยังมีภูมิหลังลึกลับ ดร.สมิธ ยิ่งน่ากลัว มาคราวนี้เป็นหญิง ที่คล้ายเป็นคนดีแต่มีเบื้องหลังมากมายให้ต้องติดตาม

ความน่าสนใจของหนังชุดนี้ คือ ทั้งการคัดตัวแสดงและการเขียนบทเยี่ยมมาก จอห์น กับ มัวรีน สามีภรรยา ที่แย่งกันนำในการบังคับบัญชายานและตัดสินใจในภาวะวิกฤตจนลูกงงว่าจะเชื่อใคร (ไม่ต้องเฉลยว่าใครต้องเชื่อใคร) จูดี้ ลูกติดแม่ ที่เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ เป็นผู้ใหญ่ที่นิ่งพอในทุกสถานการณ์ เพนนี เด็กอ่อนไหวไปกับทุกเรื่อง แต่พอถึงสถานการณ์กลับกล้าเสี่ยงและตัดสินใจในแบบที่ทุกคนคิดไม่ถึง วิล เด็กน้อย ที่อย่างไรก็เป็นเป็นเด็ก ที่อาศัยความจริงใจต่อคนอื่นจนได้เพื่อนเป็นหุ่นสังหาร มาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ

การเขียนบท ทำให้คนดูต้องลุ้นตลอด มีสถานการณ์ที่เลวร้าย ก็ยังมีสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าอีก เลวร้ายสุดแล้ว ก็ยังมีสิ่งที่เลวร้ายสุดกว่านั้นอีก อย่างเช่นกำลังสำรวจพื้นที่ พายุใหญ่จะมาก็เลวร้ายแล้ว ฝนดันตกมาเป็นเพชรอีก บาดทะลุเหมือนคมมีดหล่นมาจากฟ้า อะไรจะปานนั้น แต่ท้ายสุดก็มีทางออกเป็นการให้กำลังใจว่า อะไรจะเลวร้ายแค่ไหน ก็แก้ไขได้ในที่สุด

ตัว มัวรีน ภรรยาและแม่ ที่ดูจริงจัง เฮียบ จนลูก และสามี จอห์น ต้อง บ่นพึมพำเวลาโดนสั่ง (เหมือนหลายคน) กลับมีความเป็นแม่ที่ปรารถนาดีต่อลูกแฝงอยู่ลึกๆในหลายฉาก เช่น สั่งให้ เพนนี ทำงานตาม to do list ยาวเหยียด ในคำสั่งสุดท้าย เขียนไม่ชัดเจนให้หยิบของซองสีฟ้าถึงในล็อคเกอร์ขึ้นยานอวกาศมาด้วย เพนนี ผู้อ่อนไหว เปิดล็อคเกอร์เจอ ซองสีฟ้าที่ต้องเลือก ระหว่าง คุ้กกี้โอรีโอซองฟ้าของโปรด 1 แพ็ค กับ ไส้เครื่องกรองอากาศที่ใช้ในยานยามฉุกเฉินจำเป็น
เพนนี จะเลือกอะไร และ มัวรีน จะว่าอย่างไร ต้องไปดูกันเอง

Lost in Space 2018 จึงมิใช่หนัง Sci-fi อวกาศเท่านั้น แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของครอบครัวในสถานการณ์วิกฤตที่น่าชมยิ่ง

In the Heart of the Sea

มีอะไรในกลางหัวใจแห่งทะเล

ภาพยนตร์ทุนสร้าง 100 ล้านเหรียญ แต่ทำเงินไปไม่ถึงเป้าของ รอน ฮาวเวิร์ด อดีตผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก A Beautiful Mind และหนังดังอีกหลายเรื่อง เช่น Apollo 13 , Davinci Code , Angel and Demon มาคราวนี้เขามาเล่าเรื่องของคนล่าปลาวาฬ และกลับกลายเป็นปลาวาฬล่าคนอย่างเอาเป็นเอาตายกลางทะเลลึก หนังความยาวสองชั่วโมงเรื่องนี้ In the Heart of the Sea ดูแล้ว จะได้รู้ว่า มีอะไรอยู่กลางหัวใจแห่งทะเลลึก

ในปี ค.ศ.1820 การล่าปลาวาฬเป็นธุรกิจใหญ่ที่เทียบเคียงกับการขุดเจาะน้ำมันในปัจจุบัน เพราะน้ำมันดิบภายใต้พื้นพิภพยังไม่มีการค้นพบ แสงสว่างที่ให้แก่เมือง น้ำมันที่ใช้เพื่อการอุตสาหกรรม แหล่งใหญ่มาจากปลาวาฬ การล่า ฆ่า และนำไขของปลาวาฬมาต้มกลั่นกลายเป็นน้ำมันจึงเป็นธุรกิจของตระกูลพอลลาร์ต แห่งเกาะแนนทักเก็ต รัฐแมสซาชูเสตส์ ที่ต้องส่งเรือล่าปลาวาฬออกไปสุดขอบโลกครั้งหนึ่งเป็นปี เพื่อล่าปลาวาฬครั้งหนึ่ง 40-50 ตัวให้ได้น้ำมันสัก 1,500-2,000 บาร์เรล มาสู่ฝั่ง

กัปตันหนุ่มทายาทแห่งตระกูลพอลลาร์ต(แสดงโดยเบนจามิน วอล์คเกอร์) ต้นเรือผู้มากประสบการณ์ โอเวน เชส (แสดงโดย คริส เฮมส์เวิร์ธ ผู้แสดงเป็นธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า) คือสองคนที่ขับเคี่ยวกันในทะเล คนหนึ่งคืออำนาจ คนหนึ่งคือประสบการณ์ ที่ไม่ยอมซึ่งกันและกัน แต่ต้องมาร่วมมือกันเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่เลวร้ายจากการถูกไล่ล่าของปลาวาฬยักษ์
ฉากมนุษย์ล่าปลาวาฬที่ใช้เรือเล็กพายออกไปท่ามกลางฝูงปลาวาฬ ใช้มือพุ่งฉมวกพร้อมเชือกปักกลางหลัง ให้ปลาวาฬลากเชือกดำดิ่งลึกไปนับร้อยฟาทอม (หนึ่งฟาทอมเท่ากับ 1.8 เมตรโดยประมาณ) จนหมดอากาศและต้องโผล่กลับขึ้นมาหายใจที่พื้นผิวน้ำ จากนั้นก็ถูกฉมวกอีกนับไม่ถ้วนช่วยกันระดมแทงจนเสียชีวิต เพียงหนึ่งตัวก็สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ชมได้ไม่น้อย แต่ฉากที่ปลาวาฬยักษ์กลับมาไล่ล่าคนอย่างสุดโหด กลับไม่ได้สร้างความรู้สึกเห็นใจจากผู้ชม หรือเป็นเพราะคนไปไล่ล่าเขาก่อน ถึงเวลาถูกเขาไล่ล่าบ้าง ก็เลยไม่ค่อยได้รับความเห็นใจนัก

ยอมรับว่าความยิ่งใหญ่ของหนัง คือ เจ้าอสุรกายยักษ์ที่ใหญ่กว่าเรือล่าปลาวาฬที่โผล่มาแต่ละครั้ง ต้องชื่นชมในฝีมือคอมพิวเตอร์กราฟิคที่ยิ่งใหญ่และละเอียดสมจริง แต่สิ่งที่สะท้อนออกจากในบทภาพยนตร์ การเจรจา การตัดสินใจของตัวละครต่างๆในเรื่อง ล้วนแต่ให้แง่คิดที่น่าสนใจ เมื่อเจอพายุจะหลบหนีหรือเดินหน้าเข้าหา เมื่อออกไปรอนแรมในทะเลเป็นปีแล้วยังไม่สามารถหาปลาวาฬได้ จะล้มความตั้งใจหรือเดินหน้าต่อให้ถึงที่สุด เมื่ออาหารในเรือใกล้หมดและมีคนป่วย จะแบ่งปันส่วนอาหารให้คนป่วยอีกหรือไม่หรือจะเก็บไว้เพื่อการอยู่รอดของคนที่ยังดี เมื่อมีโอกาสฆ่าปลาวาฬยักษ์หลังจากมันนำความหายนะและความตายมาสู่ลูกเรือจำนวนมาก จะฆ่าเพื่อล้างแค้นหรือจะเลิกลาเพราะเสียหายทั้งสองฝ่ายจนเพียงพอแล้ว คนเขียนบทดังกล่าวให้แง่คิดแก่เราท่านผู้ไม่เคยล่าปลาวาฬหลายๆอย่าง จนนึกไม่ถึงว่า เรื่องราวกลางหัวใจแห่งทะเลลึกจะเป็นแง่คิดที่ดีงามแก่ผู้คนบนพื้นดินได้

ชอบตอนต้นๆเรื่อง ที่พระเอกไปบอกลาภรรยาไปล่าปลาวาฬ นางเอกถามจะไปนานเท่าไร หนึ่งปี หรือสองปี พระเอกตอบว่า ถ้าพระอาทิตย์ยังขึ้นก็จะกลับมาหา แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นเมื่อใด นางเอกไม่อยากให้ไปก็ต้องให้ไป บอกประโยคที่ว่า “ฉันต้องยอมรับ เพราะฉันเลือกที่จะเป็นเป็นภรรยานักล่าปลาวาฬแล้วนี่นา” (ยังกะ 2499 อันธพาลครองเมืองอย่างไรอย่างนั้น)

Green Book

gb

ปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ.1962) แค่ 57 ย้อนจากปัจจุบัน ไม่น่าเชื่อว่า สังคมเหยียดสีผิวยังเอาจริงเอาจังในอเมริกาจนคนรุ่นปัจจุบันรู้สึกว่า เป็นเรื่องหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

ดร.ดอน เซอร์ลี นักดนตรีผิวดำอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน มีรายได้มหาศาลขั้นเศรษฐี เป็นที่ชื่นชมในหมู่สังคมคนมีเงินที่ยอมเสียเงินจ้างเขาไปแสดงในงานคอนเสิร์ทต่างๆ ท่ามกลางสายตาและเสียงปรบมือด้วยความชื่นชม แต่ก่อนหรือหลังการแสดงกลับถูกเหยียดผิว ห้ามใช้ห้องอาหารร่วม ห้องน้ำร่วม หรือต้องหาโรงแรมที่พักที่รับคนผิวสีเท่านั้น

กรีนบุ๊ค หรือ หนังสืเล่มเขียว ตั้งชื่อตามหนังสือไกด์บุ๊คแนะนำการเดินทางสำหรับคนดำ เมื่อต้องผ่านไปในรัฐต่างๆ ว่าจะอยู่รอดในเมืองเหล่านั้นได้อย่างไร และเมื่อ โทนี่ ลิป นักเลงคุมคลับผิวขาวที่ตกงาน ยอมมาทำหน้าที่คนขับรถให้กับคนดำที่เขามีอคติเหยียดผิว ความสัมพันธ์ของคนสองคนในช่วง 8 สัปดาห์ของการเดินสายจากนิวยอร์คลงลึกทางใต้ (deep south) เพื่อไปแสดงดนตรีในรายการต่างๆจึงก่อเกิดขึ้น

หนังยาว 2 ชั่วโมงสิบนาที กับตัวละครหลักสองตัวที่ต้องมาใช้ชีวิตด้วยกันบนรถ คนหนึ่งขับ คนหนึ่งนั่ง คนหนึ่งหยาบกระด้าง ไร้กฎเกณฑ์ อีกคนสุนทรีย์มีระเบียบวินัยกับชีวิต กลับกลายเป็นหนังที่ไม่มีอะไรที่มีอะไรสอดแทรกมากมายดูได้ไม่รู้เบื่อ และจบลงด้วยความเอมอิ่มของผู้ชม

ต้องบอกว่าทั้งคนเขียนบทและคนกำกับเก่งจริง เพราะฉากบางตอนที่ไม่มีอะไรเลย เช่นฉากทานไก่เคนตั๊กกี้ ฉากเขียนจดหมายถึงคนรัก กลับเป็นอะไรที่สร้างรอยยิ้มถึงเสียงหัวเราะแบบปลดปล่อยของคนชมได้

การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน มองเห็นในสิ่งที่ดีของอีกฝ่าย การร่วมผจญในสิ่งเลวร้ายที่นึกไม่ถึงว่าจะมี วิธีการแก้ปัญหาในสไตล์ที่ถนัดของแต่ละฝ่าย คือเสน่ห์อันร้ายกาจของหนังที่ไม่มีอะไรเรื่องนี้

กรีนบุ๊ค ได้ไป 3 รางวัลออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม ดาราประกอบชายยอดเยี่ยม (ตัว ดร.ดอน เซอร์ลี) ซึ่งหากไม่ได้ดูด้วยตนเอง จะไม่มีทางรู้ว่า ทำไมถึงสมควรได้รางวัล

ดูแล้วจะรู้ครับว่า สิ่งเล็กๆรายละเอียดต่างๆ ล้วนมีสาระ และสามารถสร้างกำลังใจให้มากมายกับชีวิต

คุ้มมากกับความอิ่มเอมใจที่ได้รับหลังจากจบภาพยนตร์