Meet The ENIAC

เจอ ENIAC คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก

เรียนแต่ในตำราว่า คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อ อินิแอ็ก ENIAC ขนาดเท่าห้อง ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มาสัมผัสของจริงที่นี่ Computer History Museum เมืองเมาเทนวิว ในซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

น่าจะเป็นจุดไฮไลท์สำคัญจุดหนึ่งสำหรับคนที่มาดูงานย่านซิลิคอนวัลเลย์ เพราะที่นี่รวบรวมประวัติและตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกยุคทุกสมัยไว้อย่างครบถ้วน เรียกได้ว่าใช้เวลาครึ่งวันสามารถเรียนรู้พัฒนาการของการคิดคำนวณตั้งแต่ลูกคิด (Abacus) ของจีน เครื่องคำนวณแบบโบราณของ Charles Babbage มาจนถึงคอมพิวเตอร์รุ่นที่หนึ่งที่ใช้หลอดสุญญากาศ ยุคสองที่ใช้ทรานซิสเตอร์ ยุคสามที่ใช้เซมิคอนดักเตอร์ ยุคสี่ที่ใช้ไมโครโปรเซสเซอร์ และจนถึงยุคที่ห้าที่เป็น AI Artificial Intelligence หรือปัญญาประดิษฐ์สมองกลอัจฉริยะในปัจจุบัน

จากใจกลางเมืองเมาเทนวิว มีรถเมล์ฟรีของชุมชน (Community shuttle) นั่งไปประมาณ 8 ป้ายก็จะเห็นพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ทางขวามือ ค่าเข้าชม 17 เหรียญ หรือประมาณ 550 บาทไทย แต่ถ้าใครอยากได้เสื้อยืดเป็นที่ระลึกอีกตัว พร้อมของที่ระลึกเป็นบัตรป้อนข้อมูลแบบโบราณ พร้อมส่วนลดซื้อสินค้า 25% ในร้านขายของที่ระลึก ก็กัดฟันจ่ายไป 30 เหรียญ

ต้องบอกว่าพิพิธภัณฑ์นี้ จัดเรื่องราวต่างๆทำได้น่าชมยิ่ง อะไรที่เขาให้สัมผัสได้ ให้ทดลองใช้ ก็สามารถลงมือทำด้วยตนเองได้ ได้เห็นถึงอัจฉริยะในการออกแบบการคิดคำนวณของคนในอดีตหลายร้อยปีที่ผ่านมาว่าคิดได้อย่างไร ผมลองเอากระดูกของนาเปียร์ (Napier’s bone) สิ่งประดิษฐ์รูปคล้ายไม้บรรทัดมาทดลองคูณเลข ได้ผลรวดเร็วถูกต้องแบบไม่น่าเชื่อโดยไม่ต้องพึ่งเครื่องคิดเลข ส่วนของชิ้นใดที่จับต้องแล้วอาจจะเสียหายเขาก็ขอว่าอย่าได้แตะสัมผัส

เดินผ่านยุคการใช้เครื่องจักรกลเพื่อการคำนวณที่ส่วนใหญ่จะเป็นการประดิษฐ์กลไกแบบเฟืองทด ก็มาสู่ยุคแรกของการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณที่รวดเร็วถูกต้องแม่นยำโดยใช้หลอดแก้วสุญญากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่กองทัพสหรัฐให้เงินสนับสนุนมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียวิจัยแบบลับๆเพื่อคำนวณวิถีการยิงขีปนาวุธ ที่ชื่อ ENIAC (Electronic Numerical Integrator And Computer) ก็ปรากฏต่อสายตา ชิ้นส่วนที่นำมาแสดงเป็นของจริงที่ในโลกนี้ถูกแบ่งออกไปแสดงเพียงแค่ 9 ที่ เช่นที่ ม.เพนซิลวาเนีย ที่ พิพิธภัณฑ์สมิธโซเนียน ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ กรุงลอนดอน และที่อื่นๆ เป็นต้น และที่นี่ คือ 1 ใน 9 ที่ดังกล่าว

ENIAC ตัวเต็ม ประกอบด้วยหลอดสุญญากาศ 17,486 หลอด หนัก 27 ตัน สูง 2.4 เมตร กว้าง 0.9 เมตร ยาว 30 เมตร เวลาเอามาเรียงในรูปตัวยู ต้องใช้พื้นที่ในห้อง 167 ตารางเมตร หรือคอนโดขนาดใหญ่สองห้องต่อกัน เริ่มทำงานลับๆทางการทหารอย่างได้ผลในปี ค.ศ. 1945 (พ.ศ.2488) ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง สามารถคิดคำนวณทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับวิถีจรวดขีปนาวุธได้อย่างรวดเร็ว ว่ากันว่า ใช้เวลาเพียง 30 วินาที ก็เท่ากับการคำนวณที่ใช้คนคิดถึง 20 ชั่วโมง อ่านดูยังไม่รู้เกี่ยวหรือไม่กับการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา นางาซากิหรือไม่ แต่ ENIAC น่าจะเสร็จตอนสงครามใกล้จบ หากสงครามไม่จบเราอาจเห็นฝีมือของ ENIAC ในการทำสงครามอีกหลายเรื่อง

ในปี ค.ศ.1995 ห้าสิบปีหลังจากมีเครื่อง ENIAC ปรากฏบนโลก เจมส์ เทา และ ลิน ปิง อัง (James Tau & Lin Pin Ang) สองนักศึกษาปริญญาตรีแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนียต้นกำเนิดแห่ง ENIAC ประดิษฐ์ไมโครโปรเซสเซอร์ตัวขนาดปลายนิ้วก้อยวางโชว์บนฝ่ามือ สมรรถนะเทียบเท่า ENIAC ทั้งห้อง !!!

“อะไรๆที่เคยใหญ่ในอดีต ผ่านไปก็ไม่เท่าไรหรอกครับ” สองนักศึกษาปริญญาตรีนั้นคงคิดในใจ

จตุรัสแห่งฮาร์วาร์ด

เวลาเราพูดถึงสถานที่ที่เป็นสแควร์ น่าจะหมายถึงพื้นที่กว้างที่สามารถทำกิจกรรมหรือเป็นศูนย์รวมอะไรบางอย่างได้ สแควร์ที่โดดเด่นและเป็นรู้จักในไทย น่าจะเป็นสยามสแควร์ ย่านร้านค้าที่ทันสมัยที่ประกอบด้วยร้านค้า ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ เป็นที่พบปะชุมนุมของคนที่มีรสนิยมเดียวกัน หรือ สามย่านที่ผันตัวเองมาเป็นจามจุรีสแควร์ ที่ประกอบด้วยร้านอาหาร ร้านหนังสือสำหรับคนที่อยากหาหนังสือดีๆ อาหารอร่อยรับประทาน

จากตัวเมืองบอสตัน ขึ้นไปทางเหนือ ไปยังเมืองเคมบริดจ์ เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงระดับโลก 2 แห่ง คือ ฮาร์วาร์ด และ MIT โดยสองแห่งนี้ห่างกันแค่ป้ายรถไฟใต้ดินป้ายเดียว รถใต้ดินสายสีแดงที่มุ่งขึ้นเหนือออกนอกเมือง ป้าย Kendall คือป้ายมหาวิทยาลัย MIT ส่วนป้ายถัดไป Harvard คือ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อันลือลั่นนั่นเอง

ค่าโดยสาร 2.75 เหรียญ พาเราไปถึง Harvard Square ในเวลาเพียงไม่กี่นาที สถานีดูเก่า พอโผล่ขึ้นไป ก็เห็นความพลุกพล่านของย่านการค้าที่เป็นแหล่งทานอาหาร พักผ่อน ซื้อสินค้าของชาวฮาร์วาร์ด ร้านอาหารมีให้เลือกมากมายตามอัธยาศัยและกำลังทรัพย์ น่าจะครบเกือบทุกชาติทั้ง อาหารจีน อินเดีย เกาหลี อิตาลี เลบานอน เม็กซิกัน ไทย หรือ แซนวิซแฮมเบอร์เกอร์ของอเมริกา ก็มีมากมายหลายร้านให้เลือก

ร้าน co-op หรือร้านสหกรณ์ของมหาวิทยาลัยนั้นใหญ่โต หลายตึกหลายชั้น เชื่อมต่อถึงกันแบบว่าเข้าจากถนนหนึ่งเดินไปเดินมาไปโผล่อีกถนนหนึ่งให้งงเล่นได้ มีของที่ระลึกและหนังสือมากมายให้ไปเสาะหา ในส่วนที่เป็นร้านหนังสือดูใหญ่โตโอ่อ่า โถงเพดานสูงห้อยธงสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยดูแล้วไม่ผิดอะไรจากฉากห้องประชุมโรงเรียนฮอกวอตส์ในหนังแฮรีพอตเตอร์ที่เหล่าพ่อมดแม่มดน้อยมาชุมนุมกันอย่างไรอย่างนั้น ในแต่ชั้นพอมีเก้าอี้แบบโบราณให้นั่งหยิบหนังสือมาอ่านตามแต่จะชอบ นานเท่าไรไม่มีใครว่า

หนังสือที่มีน่าจะนับแสนเล่ม แยกหมวดหมู่ต่างๆให้คนที่สนใจแตกต่างกันไปค้นหาได้ ได้หยิบ ได้พลิก ได้จับ ได้กวาดสายตาอ่านทำให้รู้ว่าเล่มไหนที่ตรงกับความต้องการของเรา พอได้หนังสือสักเล่มสองเล่มที่กำลังจะซื้อ พลันนึกถึง Amazon เลยลองเช็คราคาผ่านโทรศัพท์มือถือ อ้าวที่นี่ไม่ลด แต่อเมซอนลดราคา 30-35% ดังนั้น หนังสือที่ตั้งใจซื้อจึงกลับไปวางไว้ที่หิ้งตามเดิม นึกในใจว่า ความยิ่งใหญ่ของที่นี่ ไม่นานน่าจะเป็นอดีตด้วยเทคโนโลยีและวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับร้านหนังสือดังๆอย่าง Borders หรือ Noble and Barnes และห้างสรรพสินค้ามากมายที่ค่อยๆล้มหายตายจากไปเนื่องจากสิ่งใหม่ที่มาทดแทนสิ่งเก่า หรือนี่คือที่เรียกว่า disruptive business

เดินวนไปมาในย่าน Harvard Square ก็พบกับสิ่งเราตั้งใจค้นหา เป็นสแควร์ที่อยู่ระหว่างถนนสองสาย คือถนนเบนเน็ท (Bennett) กับถนนอีเลียด (Eliot) มีแท่นคล้ายอนุสาวรีย์ขนาดเล็กพร้อมป้ายข้อความจารึกตั้งอยู่ ฐานของป้ายมีช่อดอกไม้ของผู้คนที่มาแสดงความอาลัยต่อการจากไปของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก เรารีบสาวเท้าข้ามถนนไปยังสแควร์ดังกล่าว เห็นป้ายที่เขียนเด่นชัดว่า King Bhumibol Adulyadej of Thailand Square หรือ จตุรัสกษัตริย์ภูมิพลอดุยเดชแห่งประเทศไทย

“จตุรัสนี้สร้างเป็นอนุสรณ์วันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทย ณ โรงพยาบาลเมาท์ออเบิร์นในเคมบริดจ์ แมสซาชูเซตต์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 1927 ซึ่งในขณะนั้นพระราชบิดา เจ้าชายมหิดล ได้เป็นนักศึกษาอยู่ที่โรงเรียนแพทย์แห่งฮาร์วาร์ด

“จตุรัสนี้มาจากการอุทิศถวายในวันที่ 8 เมษายน 1990 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ พระราชธิดาองค์เล็กสุดของกษัตริย์และราชินีแห่งประเทศไทย และจะกลายเป็นสิ่งเตือนใจถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างประชาชนแห่งเคมบริดจ์และประชาชนแห่งประเทศไทย

ป้ายนี้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 พฤศจิกายน 1992 โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ในฐานะตัวแทนส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชและประชาชนแห่งประเทศไทย”

นี่คือข้อความที่จารึกบนแผ่นป้ายเป็นภาษาอังกฤษแล้วถอดความเป็นไทย

แตกต่างจากฮาร์วาร์ดสแควร์ที่พลุกพล่าน ส่วนที่เป็นคิงภูมิพลสแควร์กลับไร้ร้านค้า ไร้ร้านอาหาร ไร้ความพลุกพล่านของผู้คน มีแต่ตึกๆหนึ่งยืนโดดเด่นอยู่ในฉากหลังชื่อ Harvard Kennedy School of Government หรือสถาบันที่สอนด้านการเมืองการปกครองที่ลือชื่อของฮาร์วาร์ด ที่ศิษย์เก่าจำนวนมากได้กลายเป็นผู้นำของประเทศต่างๆทั่วโลก

แม้ไร้ความพลุกพล่านของผู้คน

แต่ คิงภูมิพลสแควร์ คืออนุสรณ์สติที่สำคัญแก่ผู้เรียนด้านการเมืองปกครองในการเป็นแบบอย่างของคำว่า “เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม”

นิราศเมืองนคร

เดือนสิบวันสิบสามปีหกหนึ่ง
เส้นทางไกลใจคิดจิตคำนึง
เวลาถึงจึงจากพรากพารา

มีขวัญใจไปเป็นเพื่อนเยือนถิ่นใต้
ลัดเลาะไปในเส้นเป็นอิจฉา
จากกรุงเทพที่หมายสุดไกลตา
นคราศรีธรรมราชองอาจนาม

แค่ออกไปไม่นานพาลรถติด
ขยับนิดนานนักชักเข็ดขาม
ทำไมใครใครเขาเฝ้าต่อตาม
หลายชั่วยามยังอยู่ใกล้ชายเมืองกัน

จากตั้งใจไปค้างกึ่งกลางเส้น
คงเปลี่ยนเป็นเย็นไหนไปค้างนั่น
สิ่งคาดไว้ใช่ถึงจึงปรับพลัน
สิ่งคาดฝันนั้นไม่ถึงจึงปรับแปลง

อยากไปพักบางสะพานวานปรับใหม่
เอาใกล้ใกล้บ้านกรูดก็เหมาะแหล่ง
คิดไปมาท่าประจวบจึงไม่แพง
หรือจะแบ่งใจไปปราณนานพอดี

รถยังติดคิดทั่วหัวหินเถอะ
ค่ำคงเจอะจัดไปให้ได้ที่
นกขมิ้นเหลืองอ่อนนอนไหนดี
ใครอารีที่พำนักจักขอบคุณ

พ้นมหาชัยไวหน่อยค่อยวิ่งคล่อง
ผ่านแม่กลองสองข้างทางได้ลุ้น
ถึงไหนหนอรอเฝ้าเจ้าประคุณ
ที่นอนอุ่นแอบพักหน่อยค่อยมีแรง

ถึงเขาวังดังหนึ่งใจจะขาด
กำหนดพลาดคลาดไปหลายปีแสง
ผ่านหัวหินแทบสิ้นใจให้เร่งแซง
อยากถึงแหล่งหลบพักพำนักนอน

พอมืดพลบจบวันพลันมาถึง
ประจวบฯหนึ่งซึ่งหมายได้คลายหมอน
ขับลดเลี้ยวเที่ยวไปจนใจอ่อน
ยังเร่ร่อนรอนหาว่าพักเต็ม

ต้องตัดใจไปต่อขออีกหน่อย
ที่พักน้อยคลองวาฬงานเข้าเข้ม
สามพันห้าน่าอยู่ดูไม่เค็ม
กัดปากเม้มไม่เป็นไรเธอจ่ายเอง

ที่พักดีมีระดับขับเสนาะ
คลื่นฉอเลาะเพราะพริ้งยิ่งเหมาะเผง
สายลมอ่อนอ้อนหวานปานบทเพลง
สามพันห้าเอง..น้องจ่ายให้ได้ยินดี

(จบวันที่หนึ่งของการเดินทาง)

พอรุ่งฟ้าวันใหม่ได้ไปต่อ
ผ่านหว้ากอขอเห็นเป็นบุญที่
อาทิตย์คราสคาดหวังบังเกิดมี
ด้วยพระปรีชาญานเห็นการณ์ไกล

เป็นบิดาวิทยาศาสตร์ชาติยกย่อง
เป็นครูของผองศึกษาดาราใส
เป็นผู้เปิดประเทศเขตแดนไกล
พระจอมเกล้าฯยิ่งใหญ่ในใจชน

ทับสะแกแค่ผ่านไม่นานนัก
ไม่แวะพักบางสะพานกลัวงานล้น
เข้าชุมพรร้อนเหลือรีบเร่งตน
มีเป้าหนหาดทรายรีที่พักทาน

ค้น Wong Nai ได้ร้านสำราญนัก
ได้แวะพักผ่อนใจใส่อาหาร
ทั้งแกงส้มผักเหลียงเคียงสราญ
กุ้งอบจานจัดมาท่าเข้าที

ที่หาดรีมีศาลของสมเด็จ
ชุมพรเขตอุดมศักดิ์สถิตย์ที่
เสียงประทัดจัดทั่วรัวนาที
สิ่งใดดีขอได้ดั่งใจปอง

อธิษฐานขอให้ชาติไทยพ้น
อย่าได้คนคิดร้ายแก่ไทยผอง
คนดีได้เลือกตั้งยังครรลอง
โลกยกย่องมองไทยไปได้ดี

เมืองไชยาน่าไปด้วยใจมาด
องค์พระธาตุรวมใจในถิ่นที่
ตั้งใจมาสักการะ ณ ที่นี้
จึงเร็วรี่ลัดหมายแม้ปลายวัน

พระสามองค์ตรงหน้าท้าแดดฝน
เปรียบคล้ายคนคงแน่ไม่แปรผัน
จะผ่านปีกี่เคลื่อนเดือนตะวัน
ยังคงมั่นรักษาศรัทธาธรรม

องค์พระธาตุทองอร่ามช่างงามงด
เป็นปรากฏจรดแจ้งดั่งแสงล้ำ
กราบไว้ขอคำพรพระหนุนนำ
ทุกสิ่งทำได้สำเร็จเสร็จสมปอง

วิหารคดจรดรอบบอกขอบเขต
ทุกสิ่งเหตุล้วนมีที่เจ้าของ
พระล้อมรายคล้ายสติให้ตริตรอง
อย่าลำพองเกินขอบเขตเหตุหลงตน

ตะวันลดรอนแสงอ่อนแรงล้า
กราบองค์ธาตุไชยาลาอีกหน
ใกล้ฟ้าค่ำจำจากแม้ยากยล
เส้นทางชนหนทางไกลให้อำลา

ผ่านสุราษฎร์มาดว่าจะมาใหม่
คงมีได้ดั่งคิดเป็นปริศนา
ว่ามืดแล้วควรหยุดยุทธนา
หรือมุ่งหน้านครศรีฯไม่มีคอย

สองชั่วโมงถัดไปกับใจสู้
มืดมิดอยู่รู้ตัวไม่กลัวถอย
มีศรัทธาฟ้าเห็นเป็นร่องรอย
แสงไฟน้อยนำทางสว่างกลาย

ถึงทางไกลใจมุ่งปลายรุ้งฝัน
คงมีวันหวังเห็นเป็นดั่งหมาย
แม้ทางยากตรากเหนื่อยแสนเมื่อยกาย
ไม่ท้าทายไม่มีวันฝันเป็นจริง

สี่ทุ่มถึงที่หมายสุดปลายฟ้า
กับรอยยิ้มเต็มหน้ามีค่ายิ่ง
วลัยลักษณ์นัคราตรงหน้าจริง
คือสุดสิ่งแสนงามยามเธอเคียง

นิราศครบจบเรื่องหาเคืองขุ่น
เรื่องวัยรุ่นเร่จับขับรถเสี่ยง
ซิ่งเอ็มจีจากกรุงมุ่งเพื่อเพียง
มีคู่เคียงขับรถหมดใจเอย

13-14 ตุลาคม 2561

นิราศซิดนีย์

   เสื้อผ้าพับนับได้พอใส่ครบ
เคลียร์งานจบคำรบนบน้อมไหว้
สามสี่วันผันพรากจากน้องไกล
หนึ่งอาลัยหลายอาวรณ์สะท้อนทรวง
ภารกิจเบื้องหน้าตั้งท่าอยู่
ให้ไปดูรู้เขื่องเรื่องใหญ่หลวง
เรื่อง i vote โคตรยากลำบากปวง
ใช่ you vote อย่าห่วงหรือป่วงเกิน
เลือกแปลกถิ่นอินเตอร์เน็ทมาแนะใช้
อยู่แดนไกลให้ได้สิทธิ์คิดสรรเสริญ
เคยใช้งบจบร้อยล้านบานจนเกิน
คงย่อเยิ่นยกหายกลายนิดเดียว
ประธานสั่งใหัไปก็ไปครับ
คสช.คงไม่จับกลับมาเสียว
เพิ่งสัมภาษณ์มาดแย้งอยู่นะเชียว
กลัวเผ็ดเปรี้ยวไปนิดคิดอภัย
เก้าชั่วโมงบินไทยไปซิดนีย์
เช้าถึงที่คิงส์ฟอร์ดสมิธดังคิดไว้
ท่านกงสุลรุดรับประทับใจ
ทีมคนไทยยิ้มรับประทับทรวง
อากาศเย็นเป็นใจให้ใฝ่คิด
ถึงมวลมิตรชิดเชยเคยแหนหวง
เจ้าอยู่หลังยังไหนใจถึงปวง
ว่าแหนห่วงล่วงหาเวลาคืน
มีเวลาน้อยนิดคิดชมเล่น
ก่อนถึงเย็นเป็นหมายกล้ำกลายฝืน
โบตานิคการ์เด้นเช่นวันคืน
ยังยั่งยืนชื่นใจได้มาเยือน
ก้อนหินไรใหญ่ดีมีคนนั่ง
มองออกฝั่งนั่งมองจ้องเสมือน
รอใครหนอรอท่าว่าลางเลือน
แมคควอรี่มีเตือนเป็นตำนาน
มองไปไกลให้เห็นเด่นสง่า
คือซิดนีย์โอเปร่าน่าสนาน
ที่ร้องเล่นเป็นจุดเด่นเห็นชั่วกาล
เป็นสถานนั่นใช่เมืองไปกัน
กี่ละครย้อนเล่นเป็นกี่เรื่อง
กี่ต่อเนื่องเรื่องย้อนละครสรรค์
ละครเขาก็ละเล่นเป็นวันวัน
พอจบกันก็จบไปใช่อาวรณ์
ละครไทย
ยังแยะใหญ่ยิ่งยุ่งยากยอกย้อน
ใส่หน้ากากหลากสีมีทุกตอน
คนดูวอนว่าเบื่อเชื่อบ้างยัง
พบถึงเที่ยงไทยทาวน์คราวนัดพบ
คนไทยครบนบนำคำฝากฝัง
อยู่ต่างถิ่นดินเกิดพักน่ารักจัง
ยังห่วงหลังห่วงหายสบายดี
ห่วงประชาธิปไตยเมื่อไหร่หวน
ห่วงนายกชี้ชวนเชื่อไหมนี่
ห่วงรัฐธรรมนูญใหม่ร่างไม่ดี
ห่วงน้องพี่เหนื่อยยากลำบากกัน
ห่วงสุดห่วงหวงหาว่าในหลวง
ศูนย์ใจปวงปกยิ่งเป็นมิ่งขวัญ
ขอเกษมเปรมสุขทุกคืนวัน
รวมใจฝันฝากถึงซึ่งถิ่นไทย
พอตกบ่ายได้ประชุมเริ่มคุ้มตั๋ว
เรียนรู้ทั่ววิธีมีได้ใช้
ลงคะแนนเลือกตั้งจากแดนไกล
ก้าวต่อไปไทยคิดประดิษฐ์ตาม
คนพิการหรืออยู่ไกลได้ใช้สิทธิ์
บอดสนิทติดธุระจะไข้หาม
เปิดหน้าจอแจ้งจดกำหนดนาม
โหวตได้ตามตั้งใจในทันที
ลงทุนแรกหนักหน่อยนานค่อยคุ้ม
อย่าเพิ่งกลุ้มทุ่มไปไม่ป่นปี้
เพื่อประชาใช้สิท-ธิเสรี
เลือกตั้งมีต้นทุนกว่าคุ้นเคย
เรื่องใหญ่กว่าเงินมีที่ใช้สอย
คือต้องคอยคิดหาว่าเฉลย
ให้คนเชื่อชมชิดสนิทเคย
เชื่อได้เลยลงอย่างไรได้ตามลง
นักการเมืองของไทยคงไม่ฟิน
เพราะเรื่องอินเตอร์เน็ตคงเข็ดหลง
เคยซื้อเสียงเรียงง่ายได้ซื้อตรง
คงงวยงงซื้อออนไลน์ได้งัยดี
ถึงวันเสาร์เราไปดูรู้ถึงถิ่น
เข้าใจสิ้นสิ่งสรรค์กันถึงที่
ไปทาวน์ฮอลล์ก่อนว่าน่าเข้าที
เพราะเขามีคูหาให้น่ายล
ใบปลิวหลายแจกจ่ายได้หน้าหน่วย
เห็นคนสวยช่วยกันขยันผล
คนเลือกหยิบริบรับสลับคน
ดูปะปนคนหลายวุ่นวายจัง
แสดงตัวรับบัตรใบเบ้อเร่อ
ไม่เคยเจอบัตรอะไรให้หน้าตั้ง
กว่ากาเสร็จสะเด็ดหายกลายมือพัง
คูหาตั้งเรียงหน้าให้กาฟรี
พอบ่ายคล้อยค่อยหาเวลาว่าง
เรียบริมทางท่องหาดมาดสุขขี
บอนไดขาวราวกระดาษสอาดดี
สลับสีบิกินนี่มีให้เมียง
คนอาบแดดแดดส่องคนคนให้ส่อง
ไทยจับจ้องส่องไปไร้สุ้มเสียง
หากอยู่ใกล้คงผินยินสำเนียง
นั่นเป็นเสียงถอนหายใจไหลกำเดา
แวะสวนสัตว์ดูอะไรให้แปลกหน่อย
โคอาล่าน้อยคอยหาว่าแปลกเขา
วัลลาบี้จิงโจ้แคระแวะดูเอา
วอมแบตเศร้าเขานอนอดอ้อนดู
ทาสมาเนียเดวิลก็สิ้นหาย
เพราะคงบ่ายท้ายวันมันแสนรู้
เลยเวลาราชการพาลซ่อนรู
อยากจะดูมาใหม่ในเวลา
งานตอนเย็นเป็นงานเลี้ยงเลี่ยงได้ยาก
ได้เพลินปากหากไม่ไปกระไรหนา
กกต.นิวเซาท์เวลล์เขาเชิญมา
แลกวาจางานจบครบพาที
จากหลากหลายร่วมการงานสังเกตุ
หลายประเทศทุกมุมมุ่งมาที่
นิวเซาท์เวลล์เป็นใจให้หมายมี
เครือข่ายดีมีเพื่อนล้นคนร่วมมือ
งานเลี้ยงเลิกใช่เลิกงานหรือพานกลับ
ไปดูนับคะแนนหน่อยค่อยเชื่อถือ
สามสี่ทุ่มรุมล้อมยังซ้อมมือ
กองบัตรอื้อรุมนับใช่กลับนอน
วันสุดท้าย
ก่อนจากไกลลาลับกลับสมร
ร่วมคนไทยพร้อมใจถวายพระพร
แม้จากจรจำไกลใจภักดี
จากหลากแหล่งแห่งทางต่างชีวิต
มารวมจิตร่วมใจให้ทรงศรี
เจริญชนมายุนับหมื่นปี
ทรงชีวีมีสุขทุกวันคืน
ขออำลาซิดนีย์จ๋าขอลาก่อน
ฮาร์เบอร์บริจด์อย่างอนจะย้อนฝืน
โอเปร่าเฮ้าส์เจ้าในใจให้กล้ำกลืน
เดอะร็อคตื่นขึ้นมายังอาลัย
เซอร์คูล่าคีย์เป็นที่ตั้ง
ไทยทาวน์ยังแนบชิดพิสมัย
เดวิดโจนส์พ้นจากแม้พรากไกล
อยู่ในใจไห้หาว่าอาวรณ์
ดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์เจอเดินเล่น
บอนไดเป็นหาดสวยรวยสมร
ที่นั่งรอแมคควอรี่จำใจจร
ให้สะท้อนห่อนหาเวลาคืน
คงถึงคราเวลาจบครบนิราศ
ไม่อยากจากก็ต้องจากจำใจฝืน
รอประชาธิปไตยของไทยคืน
คงได้ชื่นเชยเจ้า..โปรดเข้าใจ
สมชัย  ศรีสุทธิยากร
26-30 มีนาคม 2558
ขอขอบคุณ  ท่านกงสุลใหญ่ ธีรเทพ พรหมวงศานนท์
ประจำนครซิดนีย์  ท่านรองกงสุลและเจ้าหน้าที่กงสุล
ทุกท่านที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเยือนคราวนี้

เก็บตกจากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (2-6 ก.ค. 56)

เก็บตกจากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (1)

ไกด์ท้องถิ่นของสิงค์โปร์ สุดยอด
เวลารถวิ่งผ่านตึกรูปทรงแปลกๆ
เราถามนี่ตึกอะไร
เขาตอบ ตึก Alumelike
ชื่อแปลกดีนะ เราคิดในใจ
ผ่านสะพานสวยดี สะพานอะไรนี่
สะพาน Alumelike เขาตอบ
ผ่านอนุสาวรีย์ ของใครไม่รู้
ก็ได้คำตอบว่า อนุสาวรีย์ Alumelike
ชื่อนี้ มันต้องเป็นคนสำคัญ ของประเทศแน่
อะลูมิไล้ มันเป็นใครนี่
ไกด์ตอบหน้าตาเฉย
อะลูมิไลค์ คือ อะไรไม่รู้

เก็บตก จากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (2)

ไปดูงานการบริหารจัดการน้ำ ของสิงค์โปร์ ทำให้รู้ว่า
สิงค์โปร์ เป็นประเทศที่ขาดแตลนน้ำอย่างยิ่ง
เกาะนิดเดียว หากรอจากน้ำฝน
จะสามารถรองรับความต้องการได้แค่ 30%
จึงต้องหาทางผลิตน้ำ ขึ้นมาใช้ตอบสนองการอุปโภค บริโภค
มีวิธีการผลิตน้ำสะอาดอีก 2 ทางคือ
กลั่นจากน้ำทะเล ซึ่งต้นทุนแพงมาก
และนำ น้ำที่ใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่
ซึ่งคุยมากว่า สะอาด ปลอดภัย ขนาดดื่มกินได้
สามารถบรรจุขวด เป็นน้ำดื่มได้เลย
แต่ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงของการดูงาน
ไม่เลี้ยงน้ำเราสักขวด
มาทราบภายหลังว่า เคยมีคณะดูงานจากเมืองไทย
มาฟังการบรรยาย แล้วเขาแจกน้ำขวดรีไซเคิลนี้ให้ทาน
โดยอธิบายว่า น้ำดื่มขวดนี้ มาจากผลิตจากน้ำเสียที่มาจากครัวเรือน
ปรากฏว่า ทั้งคณะไม่มีใครเปิดทานเลย
ทริปนี้ เลยไม่แจกน้ำ
หรือกลัว ต้องสาธิตดื่ม ให้คณะดูงานดูก็ไม่รู้

เก็บตก จากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (3)

การนำเสนอของทุกที่ ที่ไปดูงานถือว่าสุดยอด
มีการเตรียมการอย่างดี
Powerpoint สรุปสาระต่างๆได้อย่างชัดเจน
กรมบริหารท้องถิ่นของมาเลย์
ชี้ให้เห็นการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในการจัดการท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
แต่ถามถึงการได้มาซึ่งตัวแทนภาคประชาชน
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสภาท้องถิ่น
ได้คำตอบคือมาจากการแต่งตั้ง (appointment) จาก รัฐ
ถามถึง บทบาทการมีส่วนร่วมของสตรี ในการบริหาร
ได้คำตอบคือ สตรีมีส่วนในการบริหารอย่างเท่าเทียมชาย
ถามถึงสัดส่วนของสตรี ที่สามารถขึ้นเป็นผู้บริหารท้องถิ่น
ได้คำตอบคือ หลายเปอร์เซนต์อยู่ แต่ไม่มีสถิติ
เลยถามจำนวน ผู้บริหารท้องถิ่นที่เป็นสตรี
คนพรีเซนท์ นึกอยู่พัก แล้วตอบว่า
จากทั้งหมดประมาณ 150 แห่ง
เท่าที่นึกได้ มี 1-2 คน ครับ

เก็บตก จากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (4)

แม่น้ำสิงค์โปร์ เมื่อก่อน สกปรกมาก
ผู้คนอาศัยอยู่สองฝั่ง
โรงงาน โกดังสินค้า ที่อยู่อาศัยมากมาย
ทิิ้งของเสีย สิ่งปฏิกูล ลงในแม่น้ำ
พอในปี 1977 ลีกวนยูประกาศว่า
จะใช้เวลา 10 ปี ในการเปลี่ยนแม่น้ำสิงค์โปร์
ให้เป็นน้ำที่มีคุณภาพถึงดื่มกินได้
ก็มีการดำเนินการอย่างจริงจัง
ขุดลอก ย้ายโรงงาน โกดังออกนอกเมือง
อพยพผู้อยู่อาศัย ไปอยู่แฟลตการเคหะ
ทำผังเมือง ออกแบบการพัฒนาอย่างจริงจัง
พอปี 1987 รัฐบาลสิงค์โปร์ก็ประกาศความสำเร็จ
ปัจจุบัน แม่น้ำสิงค์โปร์เป็นแหล่งท่องเที่ยว
สองฝั่งเป็นร้านอาหารแบบ ชิลล์ๆ
น้ำเน่า กลายเป็นน้ำดี ได้
น่าจะมาช่วยทำที่เมืองไทย
แถวสภา แถวทำเนียบ น้ำเน่าเยอะ

เก็บตก จากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (5)

วิธีการที่รัฐบาลสิงค์โปร์ดำเนินการเพื่อให้เกิดการประหยัดน้ำ
คือ 1) การรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้ประชาชน
2) การใช้นโยบายราคา (pricing policy)
และ 3) การออกกฎหมายบังคับ
หลังจากใช้มาตรการอยู่หลายปี
พบว่าปริมาณการใช้น้ำในครัวเรือนลดลงหลายเท่าตัว
สะท้อนถึง ความสำเร็จของมาตรการดังกล่าว
พอถามถึง ราคาน้ำประปา ในปัจจุบัน
ได้คำตอบว่า จัดเก็บเป็นอัตราก้าวหน้า
ใครใช้น้ำน้อย จ่ายในราคาถูกกว่า
เริ่มต้นที่ลูกบาศก์เมตร (คิว)ละ 40 บาท
เป็นผมเจอราคาเท่านี้
คงอาบน้ำวันละ 5 ขัน เหมือนมหาจำลองแน่

เก็บตก จากทริป มาเลย์ สิงค์โปร์ (6)

เพิ่งรู้ว่า นายกรัฐมนตรีคนแรก
ที่มาเลเซีย เรียกว่าเป็นบิดาของประเทศ
คือ ตนกู อับดุล ระมันห์
มีพระมารดา เป็นคนไทย
คือ หม่อมเนื่อง นนทนาคร
เป็นความรู้ที่ได้รับจากท่านทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์
หม่อมเนื่อง เป็นลูกเจ้าเมืองนนทบุรี สมรส กับ สุลต่านอับดุลฮามิด แห่งรัฐเคดะห์
หรือเมืองไทรบุรีเก่าของไทย. มีโอรส ธิดา รวม 8 พระองค์
องค์ที่ 4 คือ ตนกูอับดุล ระมันห์ นายกรัฐมนตรีคนแรก
หากตนกู อับดุล ระมันห์ ได้รับการยกย่องว่า
เป็นบิดาของประเทศ
เราน่าภูมิใจนะ ที่มีคนไทยมีฐานะเป็น ย่า ของประเทศ

ทศลักษณะวัฒนธรรมทางการเมืองไทย

ข่าวสารประชาสัมพันธ์
ทศลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
 
พฤหัสบดี ที่ 7 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2552

 

ทศลักษณะ วัฒนธรรมทางการเมืองในการเลือกตั้งไทย
รศ. สมชัย ศรีสุทธิยากร
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย
และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง (PNET)
 
              การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในประเทศไทยในวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐  นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๕  นับแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหากจะนับจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่มีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ มาถึงปีปัจจุบัน เป็นเวลา ๗๔ ปี มีการเลือกตั้งทั่วไป ๒๕ ครั้ง  เฉลี่ยประมาณ ๓ ปีต่อครั้ง โดยมีการคั่นกลางของการทำรัฐประหารและปกครองโดยรัฐบาลทหาร  ถึง ๑๒ ครั้ง   ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไทยต้องเริ่มต้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศ มีปัญหาทุจรติคอรัปชั่น ยึดอำนาจรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เลือกตั้งใหม่ จะสิ้นสุดลงเมื่อใด โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาคือ การเลือกตั้ง นั่นคือ หากมีการเลือกตั้งที่ดี สุจริตเที่ยงธรรม ก็จะได้นักการเมืองที่ดีมีความสามารถมาบริหารปกครองประเทศด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต  ความจำเป็นที่ต้องใช้กำลังทหารเพื่อล้มล้างการปกครองก็จะสิ้นไป  โดยพื้นฐานสำคัญ คือประชาชนต้องมีวัฒนธรรมทางการเมืองในเรื่องการเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม

 

 
 

                 คำถามสำคัญ คือ วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างไร วัฒนธรรมดังกล่าวเป็นข้อดีหรือเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเลือกตั้ง และสมควรมีแนวทางในการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่เป็นประโยชน์ เอื้อต่อการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไร โดยบทความที่จะนำเสนอนี้มาจากประสบการณ์ทางการเมืองโดยตรงที่ผู้นำเสนอเกี่ยวข้องในฐานะองค์กรเอกชนที่บทบาทในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องมานับแต่ปี ๒๕๓๕  ซึ่งทำให้มีส่วนในการได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทางวิธีการคิดของประชาชนและนักการเมือง  ตลอดจนกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ในตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา   อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นดังกล่าว เป็นเพียงข้อนำเสนอเบื้องต้น (Proposition) ซึ่งต้องการอภิปรายถกเถียง และการตรวจสอบความคิดอีกมาก  และจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งหากมีการนำไปใช้เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยให้เอื้อประโยชน์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

                วัฒนธรรมทางการเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเป็นอย่างไร
                ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทุกครั้ง คือการที่ฝ่ายการเมืองมุ่งให้เกิดผลชัยชนะในการเลือกตั้งเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล  ดังนั้น  ความพยายามทุกวิธีการ ทั้งในวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การแนะนำตัว การปราศรัยหาเสียง  การติดโปสเตอร์ คัทเอาท์แนะนำตัว  และการนำเสนอนโยบายของพรรค และวิธีการที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้เงินซื้อเสียง  การแจกของ การจัดเลี้ยง สัญญาว่าจะให้ การใช้อิทธิพลข่มขู่เพื่อโน้มน้าวจูงใจ  การวางตัวไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ราชการ  หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง   การทำผิดกฎหมายดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเลือกตั้งทุกครั้ง    จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติของการเลือกตั้งในประเทศไทย  ซึ่งก็มักจะโทษกันไปมาว่า  มาจากนักการเมืองเป็นผู้เริ่มต้นเสนอประโยชน์  หรือมาจากการที่ประชาชนเป็นผู้เรียกร้องผลประโยชน์จากนักการเมือง  หรือเป็นผลมาจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในสังคมไทยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของระบบอุปถัมภ์ (Patronage System)  ที่ประชาชนมีความเคยชินกับการรับ  ขาดการมีส่วนร่วมในฐานะการเป็นเจ้าของ และมองการได้รับผลประโยชน์เมื่อมีการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติธรรมดา  ซึ่งหากจะวิเคราะห์แยกแยะถึงพฤติกรรมที่เป็นตัวสะท้อนวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งของไทยในช่วงระยะเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีประเด็นต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ๑๐ ประการ ดังนี้

              ๑.   ระบบอุปถัมภ์ ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน   ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะความช่วยเหลือเกื้อกูล  ทั้งนี้ เนื่องจากประชาชนรากหญ้ามักเป็นผู้ไร้สิทธิ์ ไม่ได้รับการบริการที่ดีจากรัฐ ไม่มีโอกาสในการได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่เพียงพอจากรัฐ  การเข้าถึงการบริการต่าง ๆ เช่น  การศึกษา การรักษาพยาบาล  เป็นสิ่งที่รัฐยังไม่สามารถจัดการได้ อย่างทั่วถึงและพอเพียง   ในขณะที่นักการเมืองเป็นผู้มีสถานะเป็นที่ยอมรับในสังคม สามารถเติมเต็มตามความต้องการต่าง ๆ ที่ขาดไปของประชาชนได้  เช่น สามารถเจรจากับตำรวจในกรณีที่ประชาชนมีความเดือดร้อนในด้านคดีความจนสามารถผ่อนหนักเป็นเบา  สามารถฝากลูกเข้าโรงเรียนในกรณีที่มีการแข่งขันสูงและไม่มีโอกาสได้หากแข่งกันอย่างเท่าเทียม   สามารถฝากเข้าทำงาน สามารถเจรจากับทางราชการในฐานะนักการเมือง  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมได้รับความเกรงใจจากเจ้าหน้าที่ของรัฐมากกว่ากรณีที่ประชาชนไปติดต่อด้วยตนเอง  เป็นต้น  การอุปถัมภ์ค้ำชู ยังหมายรวมถึง การช่วยเหลือทางการเงินในรูปเงินกู้ เงินยืมเมื่อมีปัญหา เพราะนักการเมืองมักจะเป็นผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง  โดยอาจเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นผู้ประมูลงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น  การหยิบยืมเงินในหลักพันหลักหมื่นไม่ใช่จำนวนมากในสายตานักการเมือง  แต่เป็นหนี้บุญคุณที่ใหญ่หลวงสำหรับประชาชน  ที่ถือว่าเป็นการอุปถัมภ์ค้ำชู และพร้อมตอบแทนให้การสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงของตนเองและครอบครัว
 
              ๒. การมองประโยชน์เฉพาะหน้า มองการเลือกตั้งเป็นโอกาสของการได้รับรายได้ที่เพิ่มขึ้น
ประชาชนจำนวนหนึ่งมีทัศนคติว่า  การเลือกตั้งเป็นเทศกาลของการได้รับผลประโยชน์จากผู้สมัคร  หรือพรรคการเมือง  โดยเห็นว่าคะแนนเสียงที่จะลงให้แก่นักการเมือง หรือพรรคการเมือง เป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่ต้องมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน  เห็นการเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งและลงคะแนนเป็นต้นทุที่นักการเมืองต้องเป็นผู้จ่าย   ดังนั้น  คำกล่าวที่ว่า “เงินไม่มา กาไม่เป็น” จึงเป็นคำพูดที่เปรียบเปรยถึงพฤติกรรมที่ไม่ใส่ใจต่อการออกไปใช้สิทธิ์  จนกว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่คุ้มค่ากับการเดินทาง  หรือคุ้มกับค่าของเวลาที่เสียไปหากต้องไปใช้สิทธิ์  จนกลายเป็นสูตรของนักการเมืองที่เคยชินกับการใช้เงินเพื่อซื้อเสียงว่า  หากคำนวณได้ว่าคะแนนเสียงที่ต้องการให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งเป็นเท่าไร  ก็ต้องมีการจ่ายเงินซื้อเสียงออกไปเป็นจำนวน ๓ เท่าของจำนวนดังกล่าว  ยกตัวอย่างเช่น ในเขตเลือกตั้งที่แบ่งเขตแบบเขตเดียวเบอร์เดียวในอดีต  หากประมาณการว่า ต้องการ ๒๐,๐๐๐ เสียง และจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายให้คือหัวละ ๒๐๐ บาท  ก็ต้องเตรียมเงินอย่างน้อย ๑๒ ล้านบาท ในการจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่  ดังนั้น  ตัวเลข ๒๐ ล้านบาทต่อผู้สมัคร ๑ ราย ใน ๑ เขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว จึงเป็นค่าใช้จ่ายปกติที่สามารถคำนวณได้   ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงพื้นที่ที่มีการแข่งขันแบบรุนแรง แพ้ไม่ได้  ซึ่งอาจมีตัวเลขค่าใช้จ่ายที่สูงยิ่งขึ้นกว่านี้  ดังนั้น  สำหรับการเลือกตั้งวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ หากจะให้ประมาณการอย่างต่ำที่สุด  ในกรณีที่ ๑  เขตเลือกตั้งมีคู่แข่งขันจริงจังเพียง ๒ พรรค  จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อจูงใจประชาชนไปเลือกตั้งไม่ต่ำกว่า ๑๖ ล้านบาท ในการเลือกตั้งครั้งนี้

              ๓.  การรับเงินแล้วต้องลงคะแนนเลือกคนที่นำเงินมาให้  การณรงค์อย่างหนึ่งของทางราชการในอดีต คือการชี้ว่า การรับเงินไม่ผิด  แต่การเรียกรับเป็นความผิด  โดยมีฐานคิดว่า การแจกเงินเป็นสิ่งที่ควบคู่กับการเลือกตั้ง  และการไปบังคับให้ประชาชนไม่รับคงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก  ดังนั้น จึงรณรงค์ในแนวคิดว่า  ให้รับเงินได้  แต่ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่นำเงินมาให้  เนื่องจากการลงคะแนนในคูหาเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่มีใครล่วงรู้ถึงการลงคะแนนของตนได้ หรือรณรงค์ให้เห็นว่า คนที่ใช้เงินเป็นคนไม่ดี   มีเจตนาถอนทุนคืน  ให้รับเงินได้แต่ไม่ควรเลือก เป็นต้น   กระบวนการเหล่านี้ เป็นวิธีการที่ทางราชการใช้แล้วไม่ได้ผล  เนื่องจากค่านิยมของประชาชน คือ เมื่อรับเงินแล้วต้องลงคะแนนให้แก่คนที่นำเงินมาให้  หากรับเงินแล้วไม่เลือก ก็ไม่สามารถสู้หน้าหัวคะแนน หรือผู้นำเงินมาให้ได้อย่างสนิทใจ   ในขณะเดียวกัน การที่กำหนดให้นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง  หรือการนับคะแนนรวมที่เขต  ก็เป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบได้ว่า เงินที่ถูกใช้ไปในการซื้อคะแนนเสียงในพื้นที่เป็นการทำงานของหัวคะแนนที่ได้ผลหรือไม่  โดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ได้กำหนดวิธีการที่ให้นับคะแนนรวมที่เขตเพื่อแก้ไขปัญหาการตรวจสอบคะแนนเสียงของหัวคะแนน แต่ก็ได้ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดการ  ผลการนับคะแนนล่าล่าช้า และเป็นที่น่าเสียดายว่า  รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐  ฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดให้กลับมานับคะแนนที่หน่วยอีก  เพื่อลดปัญหาความยุ้งยากในการนับรวมที่เขต  ซึ่งจะทำให้ปัญหาการตรวจสอบคะแนนซื้อเสียงและคะแนนจัดตั้งของหัวคะแนนและพรรคการเมืองต่าง ๆ ทำได้โดยง่าย  เป็นการแก้ปัญหาที่ได้ไม่คุ้มเสีย  เพราะจะเป็นกลไกที่ส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบความสำเร็จของการซื้อเสียงในพื้นที่ได้  และทำให้หัวคะแนนต่างต้องมุ่งทำงานให้ได้ผล  เพราะผู้สมัครสามารถตรวจสอบคะแนนรายหน่วย กับเงินที่จ่ายไปให้แก่หัวคะแนนได้อย่างเป็นระบบ  และสามารถคาดการณ์ได้ว่า หลังการเลือกตั้ง จะมีการตามเช็คบิลหัวคะแนนต่าง ๆ หากคะแนนไม่เป็นไปตามเป้า

             ๔.   ความเกรงอกเกรงใจในการตกปากรับคำกับคนรู้จัก แล้วไม่อยากให้เสียคำพูด  ลักษณะนิสัยอย่างหนึ่งของคนไทยคือ การรักษาคำพูดหรือการรักษาคำมั่นสัญญาที่เคยตกปากรับคำไว้ หรือเมื่อรับปากกับใครก่อนแล้วก็จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง   ดังนั้น นักการเมืองที่เข้าถึงประชาชนก่อนไม่ว่าจะเป็นเข้าถึงด้วยตนเอง หรือผ่านกลไกของหัวคะแนน ซึ่งเป็นคนที่รู้จักมักคุ้นกับประชาชนในพื้นที่ แล้วสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ  ถึงแม้ว่าต่อมาจะมีผู้ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่า ประสบการณ์สูงกว่า หรือพรรคที่สังกัดมีนโยบายที่น่าสนใจกว่าก็ตาม  ทั้งนี้ เนื่องจากความเกรงอกเกรงใจที่ตกปากรับคำมาแล้ว

             ๕.   การเลือกคนที่รู้จัก หรือมีความสนิทสนม มากกว่าการสนใจในนโยบาย   ในการเลือกตั้งแทบทุกครั้งที่ผ่านมาของประเทศไทย  การเสนอนโยบายของพรรคการเมืองยังขาดความเป็นรูปธรรม ไกลตัวจากประชาชน  มีความใกล้เคียงคล้ายคลึงจนประชาชนไม่เห็นความแตกต่างในด้านนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง   นอกจากนี้ ประชาชนยังมีความสนใจในสิ่งที่มีลักษณะเป็นโครงการหรือกิจกรรมเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองมากกว่าจะสนใจนโยบายกว้าง ๆ ที่ครอบคลุมทุก ๆ ด้าน  ดังนั้น  เมื่อนโยบาย เป็นสิ่งที่ไกลตัวและยากที่จะทำความเข้าใจ  อิทธิพลจากความรู้จักมักคุ้น เป็นคนในพื้นที่ พูดภาษาเดียวกัน  เคยพบหน้าค่าตา  หรือการรู้จักเทือกเถาเหล่ากอ  รู้จักบ้านผู้สมัครซึ่งวันหน้าวันหลังยังจะไปขอความช่วยเหลือไหว้วานในเรื่องต่าง ๆ ได้  จะเป็นปัจจัยที่ประชาชนนำมาใช้ในการตัดสินใจเลือกมากกว่าสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น นโยบายของพรรคการเมือง

             ๖.  แม้การตัดสินใจจะพิจารณาจากนโยบาย แต่การรับเงินก็ยังเป็นสิ่งปกติของการเลือกตั้ง  จากการติดตามพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน พบว่า ในการเลือกตั้งครั้งหลัง ๆ  นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๒๒ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔  ประชาชนเริ่มให้ความสำคัญต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้น เนื่องจากพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ภายใต้การนำของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร  ได้มีการเสนอนโยบายที่มีความเป็นรูปธรรม  และใช้หลักการตลาด  หลักการประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ควบคู่ไปกับการหาเสียงเลือกตั้ง   นโยบายที่ยาก ถูกเปลี่ยนเป็นคำขวัญที่เป็นรูปธรรมและจดจำง่าย  เช่น ๓๐ บาทรักษาทุกโรค  หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กองทุนหมู่บ้าน  เป็นต้น   นอกจากนี้ ในช่วงของการบริหารงาน ๕ ปีของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มีการถ่ายทอดนำนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านกลไกการปฏิรูประบบราชการ  และการทำงานแบบบูรณาการในระดับจังหวัดที่ประชาชนคุ้นเคยกันในคำว่า ผู้ว่า ซีอีโอ ทำให้ประชาชนเห็นถึงผลที่เกิดขึ้น และสามารถเชื่อมโยงระหว่างการตัดสินใจเลือกตั้งกับนโยบายของพรรคได้  แม้ว่าอาจยังติดกับภาพลักษณ์กับตัวผู้นำพรรคการเมืองอยู่ค่อนข้างมาก  แต่ก็ถือได้ว่าเป็นพัฒนาทางการเมืองที่ดีขึ้น  อย่างไรก็ตาม การใช้เงินเลือกตั้งจากนักการเมือง การเรียกรับเงิน ๑๐๐ – ๒๐๐ บาท จากประชาชนในพื้นที่ยากจน ก็ยังเป็นภาวะปกติของการเลือกตั้ง   ที่ประชาชนเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นโอกาสหนึ่งที่จะทำให้มีเงินเล็ก ๆ น้อยๆ จากผู้สมัครหรือหัวคะแนนในพื้นที่  โดยไม่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด

              ๗.  เลือกนักการเมืองที่ไม่ดี แต่ให้ประโยชน์ ดีกว่าเลือกตั้งการเมืองที่ดีแต่ไม่เคยให้ประโยชน์   ทัศนคติที่สำรวจได้จากการพูดคุยกับชาวบ้านในระดับพื้นที่อีกประการหนึ่ง คือ การที่นักการเมืองได้ให้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งในลักษณะการช่วยเหลือส่วนบุคคลเมื่อมีปัญหาเดือดร้อน เป็นสิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นคุณสมบัติของนักการเมืองที่สมควรลงคะแนนให้  โดยไม่ใส่ใจว่านักการเมืองผู้นั้นจะมีผลงานในสภาในช่วงที่เป็น ส.ส. หรือไม่    และไม่ใส่ใจว่า นักการเมืองผู้นั้น่จะมีปัญหาในด้านทุจริต โกงกิน แต่อย่างใด เพราะข่าวสารดังกล่าวเป็นข่าวสารที่เกิดขึ้นในส่วนกลาง  ไม่สามารถลงไปถึงในระดับพื้นที่ได้   ดังนั้น  กิจกรรมในลักษณะเอื้อประโยชน์แก่ประชาชน เช่น การไปช่วยเหลือในงานบวช  งานแต่ง เป็นเจ้าภาพในงานศพ งานบุญ งานสารท การช่วยเหลือรถขนส่ง รถตักดิน การให้หยิบยืมเต็นท์  และเครื่องมือเครื่องใช้ที่ชาวบ้านไม่มี  จึงเป็นกิจรรมพื้นฐานที่นักการเมืองซึ่งหวังผลในเชิงคะแนนเสียงต้องทำอย่างต่อเนื่อง  ไม่ใช่เฉพาะในหน้าเลือกตั้งเท่านั้น  นอกจากนี้ในช่วงการเลือกตั้ง ยังมีพฤติกรรมที่ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถเอาผิดได้อีก คือ การอำนวยความสะดวกให้แก่คนต่างจังหวัดที่มาทำงานในเมืองหลวง เดินทางกลับบ้านเพื่อไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น ติดต่อกับคิวรถตู้ที่มีอยู่มากมายในกรุงเทพมหานคร ให้ขนคนกลับบ้าน  โดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด  ซึ่งแน่นอนว่าประชาชนย่อมถือเป็นโอกาสที่จะได้กลับไปเยี่ยมญาติพี่น้องพร้อมไปกับการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  และไม่ใช้เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงหากจะเลือกผู้สมัครที่ช่วยออกค่ารถและอาจจะมีเงินติดกระเป๋าเล็กๆ น้อยๆ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ   ซึ่งชาวบ้านเปรียบเทียบให้ฟังว่า เลือกคนที่ไม่ดีแต่ให้ประโยชน์ ก็ยังดีกว่าเลือกคนดี แต่ไม่เคยเสนอหน้ามาให้เห็น

               ๘.   ความสนใจในการติดตามข่าวสารการเมืองอยู่ในขอบเขตที่แคบ  การสนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองของประชาชนมีทั้งช่องทางที่เป็นทางการผ่านสื่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เคเบิ้ลทีวี  วิทยุชุมชน หอกระจายข่าว  และช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การจับกลุ่มพูดคุยตามแหล่งชุมชน ร้านค้า ร้านกาแฟ วัด และตามบ้านเรือนของประชาชนเอง พบว่า โทรทัศน์เป็นสื่อที่เข้าถึงง่ายที่สุดเพราะมีลักษณะรวดเร็วทันที และมีทั้งภาพและเสียง ประกอบกับในปัจจุบัน มีการแข่งขันในด้านการเสนอรายการด้านข่าวและรายการสนทนาปัญหาบ้านเมืองจากสถานีช่องต่างๆ จำนวนมาก  เช่นเดียวกับวิทยุที่แม้ว่ารายการส่วนใหญ่เกี่ยวกับข่าวสารจะเป็นสถานีวิทยุที่ออกกระจายเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แต่การเชื่อมโยงสัญญาณไปยังสถานีท้องถิ่น และวิทยุชุมชนมีมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ความสนใจในด้านข่าวสารการเมืองก็ยังอยู่ในภาวะจำกัด  เนื่องจากรายการข่าว หรือรายการที่ให้เนื้อหาสาระ ยังต้องแข่งขันกับรายการบันเทิง ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนมากกว่า  ในขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ มีการรายงานข่าวที่ช้ากว่า แต่จะเป็นประเด็นในการถกเถียงในสภากาแฟมากกว่า  ส่วนเคเบิ้ลทีวี เป็นสื่อที่จำกัดผู้ชมที่ต้องมีฐานะในระดับหนึ่งหรือจำกัดอยู่ในสังคมเมือง  แต่ก็เป็นสื่อที่เข้าถึงอารมณ์ทางการเมือง ในขณะที่วิทยุชุมชนมีลักษณะการเสนอข่าวสารที่ไม่จำกัดตนเอง  เช่นเดียวกับเคเบิ้ลทีวี แต่ก็มีรัศมีของการเผยแพร่กระจ่ายข่าวสารข้อมูลได้ในวงจำกัด   ส่วนหอกระจายข่าวแทบจะไม่ต้องพูดถึงมาก  เพราะจะเป็นการประกาศและถ่ายทอดข่าวจากทางราชการเสียเป็นส่วนใหญ่
 การสนใจติดตามข่าวสารในช่องทางที่ไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของประชาชนตามบ้านเรือน แหล่งชุมชน ร้านค้า ร้านกาแฟ มีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่  ขึ้นอยู่กับระดับความสนใจและระดับความตื่นตัวทางการเมืองและการกล้าแสดงออกของบุคคลที่ไม่เหมือนกัน    เช่น คนในภาคใต้จะมีวัฒนธรรมของการถกเถียงแดสงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างเปิดเผยมากกว่าภาคอื่น ๆ   การจับกลุ่มคุยเรื่องราวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบวันที่ผ่านมา  จะปรากฏตามร้านค้า ร้านกาแฟยามเช้า ซึ่งนำไปสู่การได้รับข่าวสารทางการเมืองและมีความเข้าใจทางการเมืองเพิ่มขึ้น ในขณะที่ในพื้นที่อื่น ๆ การพูดคุยประเด็นทางการเมืองอาจมีความระมัดระวังสูงกว่า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่มีอำนาจ  ผู้ปกครองประเทศ ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น  ทั้งนี้ เพราะความไม่แน่ใจว่ากลุ่มที่ร่วมสนทนาเป็นภัยต่อตนเองหรือครอบครัว หรือเป็นผลเสียต่อธุรกิจการงานของตนได้  สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร

              ๙.  การเมืองเป็นเรื่องไกลตัว เมื่อเลือกผู้แทนแล้ว การทำการเมืองเป็นเรื่องของผู้แทน ไม่ใช้เรื่องของชาวบ้าน   วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเพิกเฉย  โดยประชาชนจะสนใจมีส่วนร่วมทางการเมืองเฉพาะในวันเลือกตั้ง  หลังจากการเลือกตั้ง กิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ ถูกจำกัดในขอบเขตของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเท่านั้น  เช่น การออกกฎหมาย การพิจารณางบประมาณ การตั้งกระทู้ถาม  โดยประชาชนเห็นว่าเป็นหน้าที่ที่มอบหมายไปให้แก่ผู้แทนราษฎรแล้ว   ดังนั้น นโยบายสาธารณะต่างๆ ที่ออกมา จึงเป็นนโยบายที่มาจากกลุ่มชนชั้นสูง (Elite) ในสังคม  ได้แก้กลุ่มนักการเมือง นักธุรกิจ ข้าราชการระดับสูง  มากกว่าที่จะเป็นนโยบายที่มาจากการนำเสนอจากประชาชนรากหญ้า  โดยอาจมีบ้างที่ประชาชนมีการรวมตัวรวมกลุ่มเพื่อปกป้องประโยชน์ เช่น ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับที่ทำกิน  หรือราคาผลิตผลทางการเกษตร  แต่ก็เป็นประเด็นเฉพาะครั้ง  และผ่านกระบวนการกำกับตรวจสอบการทำงานฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้นจากซีกของประชาชนแทบเป็นศูนย์   ไม่มีการติดตามการทำงานของผู้แทนราษฎรในพื้นที่   ไม่มีความสนใจว่าผู้แทนที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะมีการอภิปรายในเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์สักกี่ครั้ง       จะมีการตั้งกระทู้ถามถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนสักกี่รอบ  หรือแสดงยุดยืนในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชนมากหรือน้อยเพียงไร  ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ทางการเมืองเฉพาะในช่วงการเลือกตั้งเท่านั้น   

               ๑๐.  การมีส่วนร่วมทางการเมืองอยู่ในระดับจำกัด   ในประการสุดท้ายของวัฒนธรรมทางการเมืองของประชาชนไทยกับการเลือกตั้ง คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนยังอยู่ในระดับจำกัด   การร่วมมือในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง การแจ้งเบาะแส  ร่วมมือในการเป็นพยานเพ่อเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริต  เป็นสิ่งที่พบเห็นได้น้อยมากในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง  โดยการสะท้อนถึงความเอาจริงเอาจังมากที่สุดจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ ๑๙ เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๑๕๓๕  หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  ซึ่งนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการองค์กรกลางการเลือกตั้ง ทำหน้าที่สอดส่องดูแลการเลือกตั้งคู่ขนานไปกับการจัดการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทย   และการเลือกตั้งวุฒิสภา เมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๓  ซึ่งเป็นการเลือกตั้งวุฒิสภาครั้งแรกของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐  และเป็นการทำงานครั้งแรกของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งสองครั้งที่กล่าวมา  ประชาชนให้ความสนใจและมีส่วนร่วมทางการเมืองค่อนข้างมาก   ทั้งในด้านการแจ้งเบาะแส การเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง  ไปจนถึงการกล้าอาสาเป็นพยานในการเอาผิดนักการเมืองที่ทุจริต  แต่หากพิจารณาถึงปรากฏการณ์การมีส่วนร่วมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน  มีลักษณะที่ถอยหลังลง  โดยการร้องเรียนต่าง ๆที่มีถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเป็นการร้องเรียนแบบบัตรสนเท่ห์   ไม่มีการแจ้งชื่อที่อยู่เพื่อการติดต่อกลับ   ไม่พร้อม หรือไม่ร่วมมือในการเป็นพยาน   การร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นการเตรียมการโดยฝ่ายการเมืองที่มุ่งเอาผิดต่อฝ่ายตรงข้าม  มากกว่าที่จะมาจากความตื่นตัวของประชาชน  ซึ่งอาจเป็นผลมาจากท่าทีในการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่สอง ที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อถือศรัทธาให้แก่ประชาชน จนประชาชนขาดความไว้วางใจในการให้ความร่วมมือแจ้งเบาะแส  เพราะเกรงกลัวว่าข้อมูลที่แจ้งจะไม่เป็นความลับ และนำไปสู่อันตรายต่อตนเองหรือครอบครัวได้  ดังนั้น วัฒนธรรมแบบนิ่งเฉย พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง จึงยังเป็นด้านหลักของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนไทยในการเลือกตั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

บทสรุป
          เรื่องของวัฒนธรรมแยกไม่ออกจากวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม  สภาพเศรษฐกิจและการอบรมกล่อมเกลาทางสังคมที่ผ่านมาตลอดชีวิต  ในเมื่อสังคมไทยยังเป็นสังคมอุปถัมภ์ ประชาชนขาดความเท่าเทียม ต้องพึ่งพาอาศัยผู้มีสถานะทางสังคมที่สูงกว่า  คนมีเงินสามารถใช้เงินให้เกิดประโยชน์ในด้านความนิยมให้แก่ตนเองได้  และวิถีชีวิตที่มุ่งประโยชน์เฉพาะตน ประโยชน์เฉพาะหน้า จึงเป็นการยากที่จะเห็นวัฒนธรรมทางการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่สอดรับกับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย ยากที่มุ่งหวังให้ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในช่วงระยะเวลาอันใกล้   ยากที่จะให้ประชาชนมีความตื่นตัวลุกขึ้นมาตรวจสอบนักการเมือง พรรคการเมือง  โดยคงยังปล่อยให้การเมืองอยู่ในวังวนแห่งอำนาจ  เป็นสมบัติผลัดกันชม ระหว่างนักการเมืองซึ่งเป็นชนชั้นสูงในสังคมเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม  ผู้เขียนหวังว่า การสะท้อนถึง ทศลักษณะที่เป็นจริงของวัฒนธรรมทางการเมืองในด้านการเลือกตั้ง จะมีส่วนช่วยให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำไปเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเมื่อถึงวันนั้น สังคมไทย การเมืองไทย คงดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

คนเห็นปลา ปลาเห็นคน

คนเห็นปลา ปลาเห็นคน

ใครจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ในใจแต่ละฝ่าย คนอาจมองปลาด้วยความสวยงาม อยากจับจองเป็นเจ้าของ จนอยากกินเป็นอาหาร ปลาอาจมองคน เป็นสิ่งน่ากลัวอันตราย จนถึง ความมีเมตตาที่ให้อาหาร ตราบใดที่ีแต่ละฝ่ายยังอยู่ในพื้นที่ความคิดของตนเอง จะไม่มีทางรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร

ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage)

การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเหนือคู่แข่ง  เป็นความปรารถนาของผู้ประกอบการทุกราย  เวลาเราแข่งขันกับใคร ขอให้ได้เปรียบนิดได้เปรียบหน่อยก็ยังดี  แต่ถ้าสร้างความได้เปรียบจากการคดโกง ตุกติก ถือว่า ไร้จริยธรรม  ในทางบริหารเลยบอกว่า  หนทางที่จะสร้างความได้เปรียบแบบใช้ฝีมือ มีคร่าวๆ 3 หนทาง  คือ  การทำให้เกิดความแตกต่าง  การเป็นผู้นำด้านต้นทุน  และ การมุ่งทำในสิ่งที่ถนัด

ของที่ขาย ถ้าเหมือนกับชาวบ้าน  เราก็คงไม่สามารถขายดีไปกว่าชาวบ้านได้  ดังนั้น ต้องพยายามสร้างจุดเด่น จุดต่างของเรา  แต่ย้ำว่าต้องเป็นความแตกต่างในทางที่ดี  ไม่ใช่แตกต่างในด้านความเลวอย่างเห็นได้ชัด

เช่นเดียวกัน  จะขายของให้ถูกกว่าชาวบ้านได้  เราต้องมีต้นทุนที่ถูกกว่าชาวบ้าน  โดยมุ่งเน้นปรับปรุงที่ประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน  ไม่ใช่เป็นลดคุณภาพวัตถุดิบ  ทำนองขายก๋วยเตี๋ยวถูกกว่าชาวบ้านแต่ไปลดคุณภาพ ลดเนื้อ ลดลูกชิ้น  อย่างงี้ใช้ไม่ได้

ทำในสิ่งที่เชี่ยวชาญ  มีจุดเน้น จุดสนใจที่เป็นของตนเอง  ทำให้ได้ว่า  เมื่อนึกถึงสินค้านี้ ต้องนึกถึงเราก่อน  เช่น จะซื้อเครื่องถ่ายเอกสาร นึกถึงซีรอกซ์  หรือ อยากจะรู้เรื่องอะไรในรัฐบาล ให้ถามเฉลิม

ร้านขายเหล้าแห่งหนึ่งต้องการสร้าง “ความแตกต่างเหนือคู่แข่ง”   เลยสร้างเกมส์สนุกๆขึ้นมาให้แก่ลูกค้าที่มากินเหล้า  โดยหาถังไม้ใบใหญ่ใส่เงินให้เห็นเป็นที่เด่นชัด

ใครอยากร่วมสนุก  ให้ใส่เงิน 10 เหรียญลงไปในถัง  หากมีความสามารถผ่านด่าน 3 ด่านที่แกกำหนดได้ก็เอาเงินทั้งถังไป  วันแล้ววันเล่าก็ไม่มีใครสามารถทำได้สำเร็จ  เงินในถังก็เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ

หนุ่มขาจรคนหนึ่งผ่านมากินเหล้า  พอเมาได้ที่ ก็อยากได้เงินใช้  ก็ใส่เงิน 10 เหรียญลงไปในถัง  “เอาละ บอกมาซิ ว่าด่านทั้งสามต้องทำอะไรบ้าง”

เจ้าของร้านเหล้า  เปิดเผยกติกา “สิ่งที่คุณต้องทำ แค่ 3 อย่าง  คือ หนึ่ง  คุณเห็นขวดเหล้านั้นไหม  แค่ดื่มมันให้หมดในครั้งเดียว    สอง  คุณไปที่หลังร้านของเรา  ผมมีสิงโตตัวหนึ่งที่มันปวดฟันมาหลายวันแล้ว  ไปถอนฟันให้มันที  และ สาม  มีสาวสวยคนหนึ่งอยู่ชั้นสอง  เธอเป็นคนที่ไม่เคยมีความสุขทางเพศในชีวิตแม้แต่ครั้งเดียว  ถ้าคุณทำให้เธอมีความสุขได้  คุณเอาเงินไปเลยทั้งถัง”

ชายหนุ่มฉวยขวดเหล้าที่วางอยู่ ดื่มอักๆๆ พักเดียวหมดขวด  สร้างความตื่นตระหนกแก่เจ้าของร้าน  ผ่านไปแล้วด่านที่หนึ่ง  หลังจากนั้น  ก็วิ่งไปหลังร้านเพื่อเจอสิงโตตามที่ได้รับมอบหมาย Mission   เวลาผ่านไปประมาณยี่สิบนาที  ท่ามกลางเสียงปลุกปล้ำระหว่างคนกับสิงโต  จบลงด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของสิงโต

ชายหนุ่มเดินโซซัดโซเซแบบคนเมาด้วยเหงื่อโทรมกายกลับมา  พร้อมกับความภาคภูมิใจชัยชนะในด่านที่สอง

“ถึงด่านสามแล้ว  คุณเสียเงินแน่   ไหน ไหนล่ะ  สาวสวย  ที่คุณจะให้ผมถอนฟัน  อยู่ไหน  อยู่ไหน”

เรื่องนี้สอนว่า สุรา ทำให้มึนเมา และ สับสนในคำสั่งได้

การคิดเชิงบวก (Positive Thinking)

การคิดเชิงบวก หรือ positive thinking  เป็นทัศนคติที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในด้านที่เป็นกำลังใจ  มีความเห็น เห็นด้านดีของสถานการณ์  เมื่อใดก็ตามหากเรามีความคิดเชิงบวก  เราจะไม่ย่อท้อ  มีกำลังใจในชีวิต  และเป็นพลังในการผลักดันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า   สิ่งที่ตรงข้ามกับการคิดเชิงบวก คือ การคิดเชิงลบ (negative thinking) หรือเห็นอะไรก็เป็นปัญหาอุปสรรคไปหมด  เป็นการมองด้านเลวร้ายของสถานการณ์  ให้ให้ท้อถอย สิ้นหวัง

วิธีการฝึกคิดเชิงบวก  คือ การสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธาในพลังของตนเอง  เชื่อในสิ่งที่ดีงามว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง  เข้าทำนองเชื่อว่าธรรมะย่อมชนะอธรรมในท้ายที่สุด   ไม่ชนะชาตินี้ก็คงมีโอกาสชนะชาติหน้า  และฝึกมองด้านตรงข้ามของสถานการณ์ที่เลวร้ายว่า  ยังมีอะไรที่มีคุณค่าแฝงไว้อยู่

ว่ากันว่า  ครั้งหนึ่งเมื่อผู้นำของ 3 ชาติมหาอำนาจของโลก คือ สหรัฐอเมริกา จีน  และพี่ไทย  ไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำโลก  ในจังหวะที่ผู้นำทั้งสามอยู่กันตามลำพัง  ฉับพลัน  พระเจ้าก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้า

“ที่ข้ามานี้ เพราะมีข่าวสำคัญมาบอกเจ้า”  พระเจ้าเอ่ยปากต่อ 3 ผู้นำโลก “จงรับรู้ไว้ จากนี้ไปอีกสามวัน โลกจะถึงกาลสิ้นสุด  ดังนั้น  หากคิดอ่านทำการใดขอให้จัดการให้เสร็จใน 3 วันนี้”

ผู้นำอเมริกา  จีน และไทย มิรอช้า  แพ็คกระเป๋าบินตรงกลับประเทศของตนทันที

ผู้เป็นประธานาธิบดีอเมริกา เรียก รองเข้ามาพบ  “วันนี้เรามีข่าวดี และข่าวร้าย ที่จะแจ้งต่อท่าน  ข่าวดี คือ พระเจ้านั้นมีจริง  ส่วนข่าวร้ายคืออีก 3 วัน โลกจะแตก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันคิดว่าควรต้องทำอะไรใน 3 วันนี้”

ประธานาธิบดีจีน เรียกรองมาพบ เช่นกัน  “วันนี้เรามี ข่าวร้าย และ ข่าวร้ายมาก มาแจ้ง   ข่าวร้าย คือ พระเจ้ามีจริง  ส่วนข่าวร้ายมาก คือ อีก 3 วันโลกจะแตก จะทำอย่างไรดี”

ตัดกลับมาที่ประเทศไทย  นายกรัฐมนตรีไทย เรียก รองนายกมาพบ  “วันนี้ เรามีข่าวดีและข่าวดีมากมาแจ้ง ”  รองนายกไทยผู้รอบรู้ราวกูเกิ้ล ทำหน้าฉงน  “ข่าวอะไรหรือ ”

“ข่าวดี คือ พระเจ้าปรากฏตัวต่อหน้าเรา แสดงถึง เราได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำสำคัญของโลก  ส่วนข่าวดีมาก คือ  อีก 3 วันโลกจะแตก  ดังนั้น  เราไม่ต้องอ่านโพยอีกแล้ว”

สรุปว่ามีแต่นายกไทยเท่านั้นที่ positive thinking